โลกไร้พรมแดนของสเตฟาน สเวก

การโหยหาอดีตและคาดหวังอนาคตจากนักเขียนผู้ลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

สเตฟาน สเวกนักเขียนนิยายและบทละครชื่อดังช่วงทศวรรษ ๑๙๒๐ — ๑๙๓๐ อย่างเช่นเรื่อง อะม็อก (Amok) กับ จดหมายจากหญิงที่ไม่รู้จักชื่อ (Letter from an Unknown Woman) และยังมีผลงานเขียนชีวะประวัติของคนดังอีกหลายเล่ม เช่น บัลซัก นิตเช มารี อังตัวเนตต์ ผลงานของเขาได้รับการแปลหลายภาษา มีคนนำนิยายของเขามาดัดแปลงเป็นละครและภาพยนตร์ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างดีในกลุ่มคนยุโรป

แต่ผลงานที่กำลังเขียนถึงเป็นหนังสือบันทึกความทรงจำแสดงทัศนคติสองเล่มสุดท้ายก่อนเขาเสียชีวิต เล่มหนึ่งชื่อ โลกวันวาน: ความทรงจำของชาวยุโรป เล่าเรื่องความรุ่งเรืองของยุโรปจนกระทั่งมาเสื่อมสลายเพราะสงคราม อีกเล่มหนึ่งชื่อ บราซิล: ดินแดนอนาคต บอกเล่าความคาดหวังถึงโลกใหม่

ทั้งสองเล่มนี้มีความเกี่ยวพันกัน และเป็นผลงานที่มีคนพูดถึงกันมากพอควร แต่ที่น่าสนใจคือใน บราซิล: ดินแดนอนาคต มีความย้อนแย้งบางประการระหว่างความเป็นจริงกับทัศนคติที่สเตฟานมีต่อบราซิล

คงต้องย้อนความก่อนว่าสเตฟานเริ่มเขียน โลกวันวาน เมื่อต้องลี้ภัยจากออสเตรียปีค.ศ. ๑๙๓๔ หลังจากลัทธินาซีเริ่มครอบงำประเทศ เขาใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร แล้วย้ายมานิวยอร์ก ดินแดนซึ่งมีผู้อพยพมากมายซึ่งควรจะเป็นที่ซึ่งเขาอยู่ได้อย่างมีความสุขและไม่รู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นรอบข้าง แต่ปรากฎว่าเขาก็ยังรู้สึกว่านิวยอร์กไม่ใช่ที่ของเขา จึงเดินทางไปอเมริกาใต้แล้วปักหลักที่บราซิลเป็นประเทศสุดท้าย และเขียนหนังสือเล่มสุดท้าย บราซิล: ดินแดนอนาคต หลังจากเขียนต้นฉบับแรกสำเร็จในช่วงฤดูร้อนค.ศ. ๑๙๔๑ ไม่นาน เขาก็อัตวินิตบาตรกรรมพร้อมภรรยาในวันถัดมาหลังทำต้นฉบับร่างสุดท้ายเสร็จ

เนื้อหาของ โลกวันวาน เป็น “โลกเก่า” จากมุมของของสเตฟานผู้เกิดในครอบครัวชาวยิวที่เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปีค.ศ. ๑๘๘๑ สมัยนั้นออสเตรียอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟที่ ๑ แห่งออสเตรีย กษัตริย์แห่งฮังการี กษัตริย์แห่งโคเอเทีย กษัตริย์แห่งโบฮีเมีย ซึ่งตั้งเป้าหมายทางการปกครองว่าทุกคนในจักรวรรดิเท่าเทียมกัน ทุกเชื้อชาติมีสิทธิที่จะดำเนินตามธรรมเนียมความนิยมและใช้ภาษาตามเชื้อชาติ ทั้งนี้นครเวียนนามีเชื้อชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งชาวออสเตรียแท้ ๆ เชื้อสายฮังการี สลาฟ ยิว แต่แล้วราชวงศ์ฮับส์บูร์กซึ่งเคยรุ่งเรืองครองตำแหน่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้อยู่ในพระราชวงศ์นี้ได้ปกครองรัฐและประเทศต่าง ๆ ถึง ๑,๘๐๐ รัฐ การปกครองโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ทัศนคติทางเพศ ทุกสิ่งที่เขาเขียนถึงกลับ “สูญหายไร้ร่องรอย” ในสมัยที่เขาเขียนบันทึก และเวียนนากลายเป็นเพียงเมืองหนึ่งของเยอรมัน ทำให้เขาเป็นเหมือนคนแปลกหน้าแม้แต่ในเวียนนาเมืองเกิดของเขาเอง และสิ่งที่แย่ที่สุดคือวัฒนธรรมที่ยั่งยืนยาวนานสูญสลายไปในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เขายังรู้สึกว่าแม้แต่ภาษาเยอรมันยังโดนนาซีครอบครองไปเรียบร้อยแล้ว

Suffering and joyful we have lived time and history far beyond our own little existence, while they, the older generation, were confined within themselves. Therefore each one of us, even the smallest of our generation, to-day knows a thousand times more about reality than the wisest of our ancestors. But nothing was given to us: we paid the price, fully and unequivocally, for everything.

ด้วยสภาพไม่ต่างจากผู้อพยพลี้ภัยคนอื่น เขาเขียนถึงเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีภัยสงครามของเขาไว้ว่า “ในวันที่ข้าพเจ้าทำหนังสือเดินทางหายไปก็ได้ค้นพบตอนอายุห้าสิบแปดนี่เองว่าการพลัดพรากจากบ้านเกิดของคน ๆ หนึ่งเป็นมากกว่าการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน” สเตฟานบรรยายความรู้สึกว่ามันต่างจากช่วงปีค.ศ. ๑๙๑๔ เขาเดินทางไปอินเดียและสหรัฐโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางหรือว่าขอวีซา เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกอะไรกับคนรอบข้าง แต่ในเวลาที่เขาอยู่ในสถานะผู้ลี้ภัย การตรวจคนเข้าเมือง การยืนยันตัวตนกลายเป็นเรื่องใหญ่และทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงผู้มาอาศัยพักพิงในถิ่นแปลกหน้า เขาย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร และต่อมาข้ามมหาสมุทรมาอยู่อเมริกา แต่ไม่มีที่ใดที่เขารู้สึกว่าเป็นบ้าน อย่างเช่นเขามองวัฒนธรรมของอเมริกายังไม่ศิวิไลซ์เท่ายุโรป และมีการแบ่งแยกสีผิว แต่ใน บราซิล: ดินแดนอนาคต เขาบรรยายประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ภูมิประเทศ ราวกับเป็นโลกในฝันที่เขาคาดหวังว่าโลกควรจะเป็นอย่างนี้บ้าง ทั้งวัฒนธรรม การสั่งสมปัญญา ความเงียบสงบ ห่างไกลจากลัทธินิยมทหารและวัตถุ จะมีก็แต่เรื่องกีฬาที่เขามองว่าบราซิลยังไม่ค่อยตื่นตัวอย่างชาวยุโรป) เขาเชื่อว่าบราซิลยังห่างจากลัทธิแข่งขันขยายดินแดน ความคิดชาตินิยม ลัทธิจักรวรรดินิยม

เขาคิดว่าบราซิลน่าจะเป็นต้นแบบของโลกยุคใหม่ ไร้พรมแดน บราซิลในยุคนั้นมีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ด้วยกัน ทั้งอัฟริกา โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี ซีเรีย หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น บรรยากาศใกล้เคียงกับเวียนนาสมัยที่สเตฟานยังเด็ก เขาจึงมองว่า “ในขณะที่โลกเก่า (หมายถึงยุโรป) ตอนนี้กำลังคลั่งโดยพยายามสร้างคนชาติพันธุ์บริสุทธิ์ไม่ต่างจากการคัดเลือกพันธุ์ม้าหรือพันธุ์สุนัข (หมายถึงการคัดเลือกเผ่าพันธุ์อารยันของนาซี) แต่บราซิลได้หล่อหลอมหลักการเสรีและไม่แบ่งแย่งเชื้อชาติ ได้เห็นคนหลายสีผิว มีเด็กผิวช็อกโกแลต ผิวสีน้ำนม ผิวสีกาแฟ ออกจากโรงเรียนเดียวกัน เดินจับมือกันเฮฮาโดยไม่แยกสีผิว ไม่ต้องมีคลับบาร์แบ่งชนชั้น (อเมริกาในสมัยนั้นยังแบ่งแยกคนผิวดำอยู่ โรงเรียนหรือคลับบางแห่งรับแต่คนผิวขาว)

เรื่องนี้เป็นความย้อนแย้งที่ออกจะประหลาดอยู่ เพราะบราซิลสมัยนั้น เกตูลิโอ วาร์กัส ประธานาธิบดีผู้สถาปนา “เอสตาโด โนโว” หรือรัฐใหม่นั้นปกครองประเทศแบบเผด็จการ ไม่ต่างจากอิตาลีภายใต้การปกครองของเบนิโต มุสโสลินี (พรรคชาตินิยม) แนวคิดชาตินิยมแบบไหนที่สเตฟานชื่นชม? ในขณะที่เขากลายเป็นผู้อพยพเพราะต้องหนีลัทธิชาตินิยมของนาซี เลยทำให้เกิดคำถามว่า สเตฟานมีมุมมองต่อลัทธิชาตินิยมอย่างไร

และอีกข้อที่มีคำโต้แย้งคือในบราซิลขณะนั้น ที่เห็นว่าเปิดกว้าง แต่กีดกันคนเชื้อสายยิวหรือไม่ก็ตรวจสอบเข้มงวด แต่ดูเหมือนว่าสเตฟานจะได้สิทธิพิเศษเพราะเป็นคนมีชื่อเสียง เมื่อเขาเสียชีวิตก็มีพิธีฝังศพยิ่งใหญ่พอสมควร ทำให้เกิดข้อสงสัยระหว่างอ่านว่า นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือเปล่า?

วาระสุดท้ายในชีวิต คาดเดากันว่าเมื่อสเตฟานได้รับข่าวว่านาซีรุกคืบเข้าสู่ดินแดนตะวันออกกลางและเอเชีย ทำให้เขามองว่าเยอรมนีกำลังจะครอบครองโลกทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง ในหนังสือรวมจดหมายของสเตฟานและลอตเตชื่อ จดหมายจากอเมริกาใต้ของสเตฟานและลอดเต สเวก (Stefan and Lotte Zweig’s South American Letters) แสดงให้เห็นว่าสภาพจิตใจของสเตฟาน ณ เวลานั้นอยู่ในสภาพหมดหวัง เพราะสิ่งที่เขาคิดว่ามีความหมายต่อชีวิตของเขาล้วนแล้วแต่แตกสลายไปกับสภาวะของโลกตอนนั้น รวมทั้งสุขภาพของลอตเตที่มีปัญหาจึงตัดสินใจอัตวินิตบาตกรรมพร้อมภรรยา