สุวิทย์ ขาวปลอดระบายความในใจ

จู่ ๆ คุณสุวิทย์ ขาวปลอดก็เขียนร่ายยาวบรรยายความในใจยืดยาว

โปรดอ่านให้ละเอียดก่อน

คุณสุวิทย์ปิดท้ายว่า

คุณต้องไม่อ่านหนังสือของสตีเฟ่น คิงที่คนอื่นแปลแล้วผมจะแปลหนังสือของสตีเฟ่น คิงให้คุณอ่าน” นั่นเป็นสัญญาระหว่างเรา ถ้าคุณทำได้-ผมจะทำให้ (อ่าน)
เมื่ออ่านถึงตอนจบผมเชื่อว่าคงมีคนเกลียดผมเท่าเก่าแต่อาจจะมีคนรักผมเพิ่มขึ้น ผมมีชีวิตอยู่เพื่อแปลหนังสือและจะแปลไปจนตาย ผมไม่อยากเป็นส.ส. ไม่อยากเป็นรัฐมนตรีไม่อยากเป็นห่าเหวอะไรทั้งนั้น — นอกจากนักแปล

ก่อนอื่น อาจต้องแก้ความเข้าใจเสียใหม่ว่า มีคนเกลียดเพิ่มขึ้นอีก 1 คน คนรักคุณสุวิทย์ลดลง 1 คน

และต่อมา…ทำไมต้องไม่อ่านหนังสือของสตีเวน คิงที่คนอื่นแปล ในเมื่อนี่คือการแข่งขันอย่างหนึ่งในโลกทุนนิยม ที่เราอาจจะไม่ชอบใจแต่เราก็ต้องอยู่กับมัน ถ้าจะไม่อ่านที่คนอื่นแปลก็ควรจะเป็นเพราะคนอื่นแปลห่วย นั่นควรเป็นเหตุผลหลักที่เราจะไม่อ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง

จะว่าไปแล้วช่วงหลังมานี่อ่านสำนวนแปลของคุณสุวิทย์ รู้สึกแปลแปลก ๆ อ่านแล้วสะดุดเป็นระยะ ถ้าเป็นอย่างที่คุณสุวิทย์บอกว่า

ผมแปลสตีเฟ่น คิงมานานจนผมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับภาษาของคิงได้ ผมถ่ายทอดให้คุณอ่านได้อย่างที่คิงตั้งใจเขียนรวมทั้งรูปแบบลีลา

ไม่เคยอ่านต้นฉบับของสตีเฟน คิง เอาเท่าที่เคยอ่านสำนวนแปลของคุณสุวิทย์ (หรืออาจจะเป็นคนอื่นแล้วสวมชื่อคุณสุวิทย์?) อย่างเรื่อง จากบิวอิค 8 หรือ From a Buick 8 ใช้สำนวนเกาะโครงสร้างภาษาอังกฤษมาเป๊ะ อ่านไปแล้วสะดุดไปว่าทำไมไม่เรียบเรียงให้เป็นโครงสร้างภาษาไทย

เข้าใจอยู่ว่าการพยายามกอดต้นฉบับ (หรือเรียกให้ดูดีว่ารักษาเค้าโครงต้นฉบับ) อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะตัว บางทีก็บอกยากว่าการแปลที่ดีเป็นอย่างไร จะเน้นเอาอ่านรู้เรื่องแต่ไม่รักษาบรรยากาศต้นฉบับ (อย่างที่เคยเขียนถึงหนังสือเด็กชายหอยนางรม) หรือจะเอาแบบเกาะภาษาต้นทางแล้วบางทีอ่านไม่รู้เรื่อง

ที่น่าแปลกใจคือ เคยอ่านงานแปลของคุณสุวิทย์มานานแล้ว ตั้งแต่รถบ้าคริสทีน โรงแรมผีนรก เหล่านี้ไม่ถึงสามสิบปีก็คงใกล้เคียง รู้สึกว่างานแปลในสมัยนั้นอ่านลื่น ไม่สะดุดแบบนี้

หรือการใช้ภาษาให้อ่านแล้วสะดุดคือเอกลักษณ์ที่คุณสุวิทย์ว่า “ผมแปลสตีเฟ่น คิงมานานจนผมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับภาษาของคิงได้” อ่านไปสักพักถึงจะเริ่มจับโครงสร้างประโยคและอ่านต่อไปได้

กรณีนี้ คุณสุวิทย์เคยออกมาบอกทำนองว่า เขาแปลโดยไม่คิดแทนคนอ่าน (หรืออย่างไรนี่ นานแล้วอาจจำข้อความไม่ถูกต้องทั้งหมด) เน้นแค่สองเรื่องคือสื่อความกับรักษาต้นฉบับ

ก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งที่คุณสุวิทย์คิดทำนองนั้นถูกหรือผิด แต่ในฐานะคนอ่าน เจอแบบนี้แล้วความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือรีบแปลแล้วไม่เรียบเรียงให้ดีหรือเปล่า

เลิกติดตามงานแปลของคุณสุวิทย์มาตั้งแต่ “ผู้พิทักษ์แห่งรัตติกาล” (Nightwatch) เพราะรู้สึกว่าอ่านแล้วสะดุด เหมือนรีบให้เสร็จ (มีใครสะดุดตรงนักฟิสิกซ์ลูกจ้างโรงพยาบาลบ้าง?) มีบางหน้าที่แปลขัดกันเองทั้งที่อยู่หน้าคู่กันยังไม่ทันพลิกเปลี่ยนหน้าเลย

กลายเป็นว่าตอนนี้เห็นชื่อสุวิทย์ ขาวปลอดแล้วไม่อยากอ่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งมาอ่านความในใจที่เขาเขียนยาวเหยียดผ่านเฟซบุ๊กครั้งนี้ ยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นทหารแก่ที่ยึดติดอดีตอันรุ่งโรจน์จนลืมว่าตัวเองเสื่อมสภาพและสถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้ว ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางความถูกต้องขนาดนี้ก็เกินไป

เพราะเอาจริงแล้ว ถ้าคนอื่นแปลไม่ดีคนอ่านก็จะตัดสินเอง

แต่ในตลาดเสรีที่แสนโหดร้ายนี้ การแข่งขันคือทุกอย่าง ปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นธรรมชาติ ถึงจะรังเกียจแต่ก็หนีไม่พ้น ควรทำใจและหาช่องทางอื่นมาสู้มากกว่า การแปลนิยาย บทกวี บทเพลง เหล่านี้เป็นเรื่องยาก คารวะคนแปลทุกคนที่ทำงานนี้ (แต่มีบางคนไม่น่าทำงานแปลจริง ๆ ) เพราะบางทีกว่าจะตีความแต่ละประโยคให้เข้าใจอาจต้องเสียเวลาค้นคว้าเพิ่มหลายวัน แค่นั้นยังไม่พอต้องแปลเป็นภาษาไทยให้คนอ่านเข้าใจตรงกันด้วย

เห็นใจคนทำงานแปลทุกวันนี้ ที่ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา มีปัจจัยอะไรหลายอย่าง ยิ่งในระบบการแข่งขันสนามนี้ สำนักพิมพ์ใหญ่ทุนหนามีโอกาสที่จะคว้าหนังสือดี ๆ มาแปลให้คนอ่านได้เร็วและง่ายกว่า

แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาชี้นิ้วบอกคนอื่นว่าอย่าซื้อ อย่าอ่าน เพราะคงสำเร็จยาก แฟนคลับอาจจะเฮโลบอก เอาด้วย ไม่ซื้อ ไม่สนับสนุน แต่ลับหลังก็อดอยากอ่านไปหยิบดูและอาจติดใจมากกว่าก็ได้