บันทึกการกินอยู่สุขภาพดี จากการ WWOOF ครั้งที่ 2 ที่ Yamaguchi

ผักโยโมงิ และเห็ดหอมที่เก็บจากรอบๆ บ้าน

จากการทำงานอาสาสมัครแลกที่พัก อาหาร และประสบการณ์ในฟาร์มออแกนิค หรือที่เรียกว่า WWOOF ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งที่แล้ว ก็ติดอกติดใจ รีบกลับมาวางแผนสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป คราวนี้ต้องมีความแตกต่างจากคราวที่แล้วเพื่อความท้าทายใหม่ๆ

สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกการทำงานที่คาเฟ่อาหาร Macrobiotics เล็กๆ ในเมืองชูนัน จังหวัดยามากุจิ แค่ชื่อ Macrobiotics ก็แปลกแล้ว แล้วยังได้ไปดูโมเดลการใช้ชีวิตพอเพียงของคนญี่ปุ่นด้วย คงเป็นประสบการณ์ที่น่าสนุกทีเดียว

อาหาร Macrobiotics คืออะไร?

จากความเข้าใจที่ได้ฟังมาจากโฮสต์ เป็นอาหารที่ทานแล้วดีต่อร่างกาย ไม่สร้างภาระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูง การทานเนื้อสัตว์ อาจมีปลาและไข่ได้บ้างเล็กน้อย ไม่ทานน้ำตาล แต่ใช้วัตถุดิบในธรรมชาติให้ความหวานแทน เช่นน้ำหวานจากข้าว น้ำผึ้ง มิริน(เหล้าหวาน) ผลไม้แห้ง เป็นต้น ให้ความสำคัญตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ เน้นผัก ผลไม้ที่มีในท้องถิ่น หรือปลูกเอง ไร้สารเคมี ข้าวที่ทานกันเป็นข้าวกล้องที่โฮสต์ปลูกเอง รวมถึงเครื่องปรุงต่างๆ เช่นเต้าเจี้ยว บ๊วยดอง ผักดอง โฮสต์ก็ทำเอง จึงทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่ขายในร้าน จะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ

สำหรับความหมายจากวิกิพีเดียสามารถอ่านได้จากที่นี่

ไป WWOOF คราวนี้ ต้องทำอะไรบ้าง ?

เนื่องจากไปในช่วงกลางเดือนมีนาคม อากาศยังหนาวอยู่ ยังไม่ค่อยมีผลผลิตจากฟาร์มมากนัก คาเฟ่จึงปิด ดังนั้นงานหลักของคราวนี้คือการทำข้าวกล่อง (Bento) เพื่อนำไปขายในเมืองทุกๆ 2 วัน และเวลาที่เหลือจะช่วยทำฟาร์ม

พูดภาษาญี่ปุ่นก็ยังไม่ค่อยเก่ง ต้องขอบคุณเพื่อนชาวฮ่องกง และออสเตรเลีย ที่คอยช่วยแปลให้ และคายาโกะซัง(โฮสต์) ที่พยายามสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกสนาน และได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ ในห้องครัวเพิ่มอีกเพียบ

ตารางการทำงาน

วันที่ต้องทำข้าวกล่อง

6.30–9.00 น. เตรียมอาหาร

9.00–9.30 น. ทานข้าวเช้า

9.00–10.30 น. จัดวางอาหาร แพคข้าวกล่อง

10.30–14.00 น. พักผ่อน ทานอาหาร

14.00–16.30 น. ทำฟาร์ม หรือทำงานอื่นๆ

วันที่ไม่ได้ทำข้าวกล่อง

7.30–9.00 ทานข้าวเช้า

9.00–12.00 ทำฟาร์ม

12.00- 14.00 ทานข้าวเที่ยง พักผ่อน

14.00–16.30 ทำงานฟาร์ม หรืองานอื่นๆ เบาๆ ที่ได้รับมอบหมาย เช่นไปรับริริโกะจัง(ลูกของโฮสต์) ที่โรงเรียน สอนการบ้านน้อง เป็นต้น

ครั้งนี้ไปทำงาน 9 วัน ได้หยุด 1 วันไปเที่ยวรอบๆ เมือง และมี 1 วันที่จะมีอีเว้นต์ เปิดท้ายขายของ ต้องตื่นตี 3 ครึ่ง เพื่อทำข้าวกล่องจำนวน 70 กล่อง และข้าวแกงกะหรี่ เพื่อไปขายในงานด้วย เหมือนเป็นการทดสอบการทำงานที่ผ่านมาทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว สนุกดีค่ะ

แถมได้งานพิเศษไปเป็นนางแบบแผ่นพับสนามยิงธนูเปิดใหม่ ใกล้บ้านด้วยค่ะ ตอนรู้ว่าต้องทำงานนี้ ยังใส่รองเท้าบูททำสวนอยู่เลย แต่งหน้ากันแทบไม่ทัน

วิถีชีวิตที่เริ่มต้นจากความพอเพียง

ครอบครัวสุดะเป็นตัวอย่างการที่ดีของการใช้ชีวิตพอเพียงเลยทีเดียวค่ะ โฮสต์ทั้งสองคนแบ่งหน้าที่ในการดูแลงานบ้าน และงานร้าน โดยที่ไม่ต้องพึ่งลูกจ้าง และมี WWOOFer ช่วยคอยช่วยงาน และสร้างสีสรรให้กับครอบครัว

จะมีการปลูกข้าวปีละครั้งเพื่อใช้ทาน และขายในร้านตลอดทั้งปี ปลูกผักทานเอง พยายามหาวัตถุดิบใหม่ โดยการสำรวจพืชผักรอบๆ หมู่บ้าน ลองนำสร้างเมนูใหม่ๆ ให้ได้ลองชิมอยู่เสมอ

พยายามใช้ของใช้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปครั้งนี้ สัมผัสกับถุงพลาสติก เพียงแค่ถุงขนมที่ซื้อมาเอง ถุงขยะ และบรรจุภัณฑ์ของอาหารบางอย่างเท่านั้น ที่เหลือพยายามใช้ถุงผ้า ตะกร้า กระจาด หรืออะไรที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงภาชนะข้าวกล่องยังเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ เวลาทำอาหารก็พยายามใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบให้ครบทุกส่วน ดังนั้นจึงมีขยะน้อยมาก 1 สัปดาห์ จะทิ้งขยะเพียงครั้งเดียวเองค่ะ

ภาพประกอบจากเพจ Satoyama Lanscape

ข้อสังเกตจากอาหาร

ถึงแม้จะมีข้อจำกัดทางด้านภาษา แต่ก็เห็นได้ชัดผ่านการกระทำว่าโฮสต์มีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์อาหารทุกๆ มื้อให้อร่อย หลากหลาย มีประโยชน์ ได้สมดุล ใน 1 มื้อจะต้องมีสลัด ขอผัด ของทอด ของดอง ถั่ว ผักหลากหลายชนิด

ทุกเย็นก่อนทำข้าวกล่องในวันถัดไป โฮสต์จะวาดผังของข้าวกล่องใหม่ทุกครั้ง ว่าอะไรจะวางตรงไหน ทำให้เห็นภาพคร่าวๆ และกะปริมาณวัตถุดิบที่จะใช้ได้

ช่วงแรกๆ ยังไม่คุ้นเคยกับการทานอาหารเป็นมื้อ และจำกัดปริมาณ ลดเนื้อสัตว์ เลยทำให้หิวบ่อยมากๆ โชคดีที่ได้พกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทยไปด้วย ช่วยชีวิตไว้ได้หลายมื้อเลยค่ะ วันหลังๆ เริ่มชินก็ไม่ต้องทานแล้ว รู้สึกได้ว่าร่างกายชอบอาหาร Macrobiotics มาก สังเกตจากการขับถ่ายและความรู้สึกหลังตื่นนอน รู้สึกสบายตัวมากๆ เลยค่ะ

มื้อเย็นสุดท้ายจัดเต็ม

หลังจากกลับมา ก็ยังติดใจอาหารที่ได้ทานที่บ้านโฮสต์ ยังคงทำอาหารแบบนี้ทานอยู่สลับกับอาหารปกติ และพยายามนำหลักการการทำอาหารมาประยุกต์กับอาหารไทยด้วย เช่น หลนเต้าเจี้ยวกับเต้าหู้แนมผักสด, ข้าวต้มครบเครื่องจากผักและธัญพืช เป็นต้น

สุดท้าย ก็หวังว่าบลอคนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนอยากลองทำอะไรใหม่ๆนะคะ ใครสนใจอยากรู้จักครอบครัวสุดะเพิ่มขึ้น สามารถติดตามได้จากเพจของร้านที่นี่ค่ะ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated bloombalaka’s story.