อย่างแรกต้องหาเงินให้ได้เสียก่อน

“ลืมเสียเถิดความรัก ลืมเสียเถิดความฝัน หน้าที่ของเจ้าในปัจจุบันคือหาเงินมากๆ”
ผู้เขียนบอกกับตนเองไว้ ตั้งจะว่าจะให้เป็น resolution ของปีพ.ศ. 2559 นี้

มากเพียงใด? อย่างน้อยๆก็มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองให้ได้ เพราะมันคงแย่ที่คิดจะทำโน่นทำนี่ ทั้งๆที่ยังไม่มีรายได้มากพอจะ support ตัวเอง ดังนั้นตอนนี้ใกล้จะเรียนจบแล้ว ก็ต้องคิดทำงานหาเงินเองให้ได้เสียก่อน

อีกประการหนึ่งคือ ถ้ามีเงินแล้วละก็ คงพอจะมีอิสระทางความคิดมากขึ้นบ้าง เวลาผู้ใหญ่กล่าวห้ามเราทำโน่นทำนี่ก็มักยกเหตุผลว่าเพราะยังขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่เลย ผู้เขียนเองมีความคิดที่เป็นขบถต่อค่านิยมของครอบครัวชนชั้นกลางไทยอยู่มาก และมาจากครอบครัวที่แม่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม หากสร้างอิสระทางการเงินไม่ได้ ก็คงจะหาอิสระจะทำอะไรตามความคิดได้ยาก ถ้ามีเงินมากพอก็ไม่ต้องไปสนใจกรอบค่านิยมอะไรต่ออะไรที่เคยจำกัดเราไว้

แล้วจะหาเงินอย่างไร จะยังมุ่งทำงานที่รัก ที่ทำแล้วมีความสุขหรือไม่? คำถามนี้ตอบยากพอสมควร ถ้าถามเมื่อปีที่แล้วคงจะตอบว่าทำงานวิศวะ งานด้านวิศวะที่อเมริกาก็ได้เงินดีแน่นอน แต่พอใกล้จบการศึกษาก็เริ่มลังเลว่าหากต้องกลับไทยจะทำอะไรดี ถึงจะมีรายได้ “พออยู่ได้” งานที่ประเทศไทยที่มีรายได้ดี โดยมากไม่ใช่งานด้านวิศวะ พอคิดเรื่องงานก็พาให้สงสัยว่า เราเองอาจไม่ได้ชอบงานในสาขาที่กำลังศึกษามากจนทนรับค่าตอบแทนที่ไม่มากได้ น่าจะมีงานอีกหลายประเภทที่เราทนๆทำได้ ไม่ชอบ ไม่เกลียด เบื่อบ้าง แต่ยินดีจะทำเพราะค่าตอบแทนดี

เคยคิดนะว่า ถ้าได้เงินเยอะๆแล้ว จะให้ทำอาชีพอะไรก็ได้ทั้งนั้น สมมติให้ไปเป็นเพื่อนเที่ยว เป็นนักแสดงหนังสำหรับผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้ชายขายบริการ ก็คงไม่เกี่ยงหรอกกระมัง (ผู้อ่านทุกท่านอย่าได้กังวลไปครับ ผู้เขียนยังขาดคุณสมบัติสำคัญบางอย่างสำหรับอาชีพทั้งสามอยู่) แต่จะให้ค้ายา ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ก็คงต้องคิดดูสักหน่อย

สรุปแล้ว การตัดสินใจสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ เงินน่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาด ถ้าต้องพิจารณาเลือกงานก็ต้องพิจารณารายได้เป็นอันดับแรก


บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ทางบันทึกนักเรียนทุนได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่ซ้ำสำหรับผู้อ่านบน Medium