Note to Thai students in the US
จากนักศึกษาชั้นปริญญาตรีปีที่สี่คนหนึ่ง ที่อยากฝากข้อคิดเล็กๆน้อยๆให้แก่น้องๆและผู้ที่สนใจมาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาทุกท่าน
เรื่องแรก
การมาเรียนต่อต่างประเทศนั้นต่างจากการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ไทยอย่างไร ทำไมนักเรียนจำนวนมากถึงได้ยอมข้ามน้ำข้ามทะเล เสียค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อการนี้ จะตอบว่าเพื่อมาเรียน ผมคิดว่าคงจะถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะความรู้ในหลายสาขาก็หาได้จากตำราและแหล่งอื่นๆ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่มีช่ือเสียงหลายแห่งก็เปิดช่องทางการเรียนผ่าน internet (MOOC — Massive Online Open Course) แม้จะอยู่ที่ไทยก็สามารถดูวิดีโอบันทึกการสอน ทำโจทย์ปัญหา และทำข้อสอบปลายภาคได้ จะตอบว่าเพื่อเอาชื่อมหาวิทยาลัยไปแปะบนใบปริญญา กลับมาให้คนที่บ้านชื่นชม ก็ดูจะตื้นเขินเกินไป (มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่รู้จักในประเทศไทยนะ) จะตอบว่าเพื่อฝึกภาษา ก็เห็นหลายคนไปเรียบจนจบกลับมา ยังไม่ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเท่าไรนัก
ถ้าเช่นนั้น อะไรคือสิ่งสำคัญของการมาศึกษาต่อต่างประเทศ
โอกาสครับ โอกาส โอกาส โอกาส
ชีวิตมีโอกาสต้องใช้ให้คุ้มค่า
การมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนหลายหลาก และวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ให้โอกาสการเรียนรู้มากกว่าที่หาได้ในห้องเรียน ผมอยากให้น้องๆใช้โอกาสอันมีค่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด ออกไปพบเพื่อนใหม่ ออกไปเรียนรู้วัฒนธรรม ออกไปเรียนรู้วิธีคิด ค่านิยมต่างๆของคนที่นี่ ลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกับวิธีคิด ค่านิยมของสังคมไทย แน่นอนว่าในช่วงแรกๆอาจจะรู้สึกอึดอัด อาจตกใจเพราะเจอ cultural shock รู้สึกว่าการคบหาสมาคมกับเพื่อนชาวอเมริกันน่าเบื่อและไม่สนุกเลย ดูกีฬาที่มีคนถือลูกบอลรีๆวิ่งชนกัน หรือเปิดเพลงเสียงดังๆแล้วดิ้นเป็นไส้เดือนถูกขี้เถ้า
แต่มันก็เป็นโอกาสที่เราจะสังเกตและเรียนรู้ว่าทำไมเขาถึงได้มีแบบแผนปฏิบัติอย่างที่เห็นนี้ เราอาจจะเคยชินกับค่านิยมของสังคมไทย และอาจจะได้รับการปลูกฝังมาว่ามันดีที่สุดในโลก เมื่อเรารู้จักสังคมอเมริกันมากขึ้น เราอาจเห็นว่ามันตั้งอยู่บนแนวคิดและค่านิยมที่แตกต่างกันเหลือเกิน แต่สังคมอเมริกันมันก็ดำเนินไปได้ในแบบของมัน มหาวิทยาลัยที่นี่แม้ไม่มีเครื่องแบบ นักเรียนสวมเสื้อยืดรองเท้าแตะมาเรียน ก็ยังเรียนรู้เรื่องกัน ไม่ต้องมีพี่ว้ากมารับน้อง ไม่ต้องอ้างระบบอำนาจนิยม ก็มีช่องทางสร้างสรรค์อื่นๆที่ทำคนสนิทกันได้ ไม่ต้องกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย ก็ไม่ทำให้คนเคารพสถาบันการศึกษากันน้อยลง ในขณะเดียวกัน เราเคยรู้ว่าค่านิยมหลายประการของสังคมไทยก่อให้เกิดปัญหา ตามที่เป็นข่าวกันเกรียวกราว เมื่อเรานำสังคมอเมริกันมาเปรียบเทียบ เราก็อาจเห็นว่ามันก็มีปัญหาของมัน มีเยอะเสียด้วย ไม่ได้ประเสริฐเลิศเลอไปเสียทุกด้าน
ในโลกใบใหม่นี้ มีเรื่องราวให้เราเรียนรู้ได้เสมอถ้าเราใส่ใจจะสังเกต เราเติบโตในสังคมไทยที่มักมองข้ามความหลากหลายทางชาติพันธุ์ จะมีเชื้อสายไทย จีน มอญ พม่า ลาว เขมร รูปร่างหน้าตาดูไม่ต่างกันมาก ก็นับว่าเป็นไทยไปทั้งหมด รับแนวคิดค่านิยมมาแบบเดียวกัน พอได้ไปสัมผัสสังคมอเมริกัน อาจเห็นว่าชาวอเมริกันนั้นมีหลากหลาย เพราะผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง ผิวน้ำตาล ความแตกต่างทางเชื้อชาติมันปรากฏชัดเจน บุคคลสัญชาติอเมริกันต่างเชื้อชาติกันถึงจะอยู่ในสังคมเดียวกัน ก็มีรากเหง้าความเป็นมาต่างกัน มีค่านิยมร่วมกันบ้าง ต่างกันบ้าง ขัดแย้งกันก็บ่อยจนเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เมื่อเราผูกมิตรกับเพื่อนหลากชาติหลายภาษา เราอาจเรียนรู้ว่า ทุกชาติทุกภาษาก็มีทั้งคนดีคนไม่ดีปะปนกันไป
เราอาจพบว่าที่ประเทศไทย สังคมยอมรับคนสูบบุหรี่ได้มากกว่าคนสูบกัญชา แต่ในมหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่ แทบไม่มีนักเรียนสูบบุหรี่เลย แต่สูบกัญชากันมหาศาล สูบหาสวรรค์วิมานกันเลยทีเดียว ทำไมคนที่นี่จึงมองว่ากัญชายอมรับได้มากกว่าบุหรี่ เราอาจพบว่ารอบๆมหาวิทยาลัย มีผับ บาร์ มากมาย ในมหาวิทยาลัยเองก็มีผับอยู่ด้วยซ้ำไป แต่การมีผับ บาร์ ก็ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการวิจัยของมหาวิทยาลัยน้อยลง ก็เป็นโอกาสที่เราจะคิดหาคำตอบและเรียนรู้ต่อไป
เรื่องภาษา
การไปคบหาสมาคมกับเพื่อนอเมริกัน มันก็ไม่ได้ง่าย
ปัญหาสำคัญที่สุดคือทักษะภาษาของเรา เมื่อแรกเริ่มเดิมทีมักไม่ดีพอถ่ายทอดความคิดได้ครบถ้วน เป็นอุปสรรค์ต่อการสื่อสาร บางคนก็ตัดสินเราที่ความสามารถการใช้ภาษา คิดว่าเราโง่ ไม่เจ๋ง ไม่เท่ห์ ไม่น่าคบหาสมาคมด้วยเพราะเราพูดไม่รู้เรื่อง เราจะพบว่าทักษะภาษาอันจำกัดของเรา ได้จำกัดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือชมรมต่างๆ เราไม่สามารถแสดงความสามารถได้เต็มที่และเข้าถึงตำแหน่งสำคัญในชมรมไม่ได้
ทำนองว่า อยู่ที่ไทยเคยเป็น carry อยู่ที่นี่เป็น full-support
แต่ทุกอย่างก็พอมีหนทางของมันอยู่ ผมเชื่อว่าที่มหาวิทยาลัยยังมีคนที่เข้าใจและอยากเป็นเพื่อนกับเรา แม้การเริ่มต้นจะยากและน่าอึดอัดขัดใจ แต่นี่ก็เป็นโอกาสฝึกภาษาที่ดีที่สุดแล้ว พยายามหาเพื่อนใหม่ๆและเข้าชมรมต่างๆก็ดี ทีมกีฬาก็ดี เรายังได้โอกาสเรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่มและเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำอีกด้วย อย่าคบหาสมาคมแต่กับเพื่อนนักเรียนไทย เพื่อนคนไทยถึงอย่างไรก็มีเหตุให้ได้พบได้เจอกันเรื่อยๆอยู่แล้ว แต่โอกาสหาเพื่อนชาวอเมริกันหรือชาติอื่นๆมันไม่ได้มีเสมอไป
ใจเย็นๆและอดทนเข้าไว้ ผ่านไปสักปีสองปีแล้วจะรู้ว่าความพยายามนี้คุ้มค่า
เรื่องเรียน
เรียนให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา
มหาวิทยาลัยหลายแห่งเต็มไปด้วยนักเรียนที่มีความสามารถระดับเฉียดๆอมนุษย์ บ้างก็เรียนได้อย่างถึกทนระดับใกล้เคียงกับแพทย์เวรโรงพยาบาลชุมชน รุ่นพี่และเพื่อนๆหลายคนอาจจะลงวิชาได้เทอมละมากๆ เรียนจบในเวลาอันรวดเร็ว หรือเรียน double major กัน ทำไมใครๆก็เก่งกันเหลือเกิน
ขออย่าได้กังวลไป
เรียนไปได้สัก 2–3 เทอม เราจะพอจับจังหวะของตัวเองได้ ประมาณได้ว่าเรามีศักยภาพมากน้อยเพียงใด ลงเรียนได้เทอมละกี่วิชา ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองให้รีบเรียนรีบจบ (เว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่นเรื่องค่าเรียน) พยายามเรียนให้เข้าใจในเนื้อหาวิชาจริงๆ แม้จะต้องใช้เวลาต่อหนึ่งวิชามากขึ้น ผมเชื่อว่าน้องๆทุกคนมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบระดับปริญญาตรีใน 4 ปีแน่นอน
นอกจากเรียนแล้วหากิจกรรมอื่นๆทำด้วยก็ดี ดูแลสุขภาพตัวเองด้วย จากประสบการณ์ของผม การเรียนที่ MIT สามารถบั่นทอนได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตครับ ไม่เชื่อลองถามรุ่นพี่คนอื่นๆได้
เรื่องเล่น
“เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส”
ใครจะเล่นอะไรก็เป็นสิทธิของเขานะครับ คนเราถ้าจะต้องจริงจังกับชีวิตตลอดเวลามันก็เกินไปหน่อย แต่ผมก็เชื่อว่า เราควรเลือกงานอดิเรกที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ อย่างการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ช่วยให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ใครชอบดนตรี ศิลปะ ก็ได้ทักษะติดตัว บางคนก็ชอบประดิษฐ์ของต่างๆ ทำงานฝีมือ หรือศึกษาการสร้างเว็บไซต์ สร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับมือถือ เล่นคนเดียวอาจไม่สนุกนัก ก็ใช้โอกาสที่เรามี ไปเข้าร่วมชมรมของมหาวิทยาลัย ไปเข้าทีมกีฬา ไปหาเพื่อนมาเล่นด้วยกัน
เรื่องที่ดูจะไร้ประโยชน์ ก็สามารถให้ทักษะแก่เราได้ ใครชอบดื่มเบียร์ก็อย่าเอาแต่ดื่ม ลองศึกษาเรื่องเบียร์ให้แตกฉาน ใครชอบ mixed drinks ก็ลองเรียนรู้เรื่องการผสมเครื่องดื่ม ทำให้เต็มที่ ทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราว รับรองว่าเพื่อนๆจะรักคุณมากกว่าที่เคย
ส่วนงานอดิเรกของผม ก็อ่านๆเขียนๆ เรียบเรียงเป็นเรื่องราวให้ได้อ่านกันนี่ไงครับ
เรื่องรัก
เรื่องเรียนว่ายากนัก แต่เรื่องรักยากยิ่งกว่า
ไปถามคนอื่นเถอะครับ ถามผมไปก็เท่านั้นล่ะนะ สามปีไม่มีแฟนครับ
เรื่องสุดท้าย
การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ มีโอกาสขอให้ใช้อย่างคุ้มค่า ฝึกภาษา หาเพื่อนใหม่ ทำอะไรคิดให้ดีจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ทางบันทึกนักเรียนทุนได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่ซ้ำสำหรับผู้อ่านบน Medium