“The Thai Scholarship” สัญญาทุนรัฐบาล

จากกรณีทันตแพทย์ชาวไทยท่านหนึ่งที่รับทุนไปศึกษาต่อที่อเมริกาแล้วยกเลิกสัญญาทุน จนเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันสี่คนต้องจ่ายค่าปรับแทน เป็นที่โจษจันกันไปทั่วประเทศนั้น ทำให้เกิดความสนใจเรื่องนักเรียนทุนรัฐบาลและสัญญาทุน เดิมทีผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงกรณีนี้ เพราะมีอาจารย์และเพื่อนนักเรียนทุนออกความเห็นกันมากพอสมควรแล้ว แต่เห็นว่ามีประเด็นสำคัญบางประเด็นจากมุมมองของนักเรียนทุนที่ยังไม่มีผู้กล่าวถึงมากนัก

ทันตแพทย์ผู้หนีทุน

เราเห็นพ้องต้องกันว่าทันตแพทย์ที่หนีทุนนั้น ผิดสัญญาทุนและยังทำให้ผู้ค้ำประกันเดือดร้อนอีกด้วย เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน บทความนี้จะไม่กล่าวถึงกรณีนี้อีก แต่จะอภิปรายประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหานักเรียนทุน

ทุนรัฐบาล เรียกว่าทุนดีหรือไม่

นักเรียนทุนรัฐบาลไทย เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Thai Scholars ผมเองมักจะอธิบายให้ใครต่อใครฟังว่านักเรียนไทยกลุ่มนี้ได้รับ scholarship แต่พักหลังมานี้เปลี่ยนไปเรียกว่าเป็น financial aid package หรือ contract แทน ดูจะสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่า ทั้งนี้เพราะ scholarship ต้องไม่มีข้อผูกมัดเรื่องการใช้คืน (แต่สามารถมีเงื่อนไขให้กลับไปประเทศบ้านเกิดได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลารับทุน) ในขณะที่ “ทุน”จากรัฐบาลหรือหน่วยราชการต่างๆ มีเงื่อนไขให้กลับมาทำงานที่หน่วยต้นสังกัด ลักษณะนี้ อาจารย์กานดา นาคน้อย เรียกว่าเป็น”สัญญาจ้างงานล่วงหน้า” ซึ่งผมเห็นด้วยว่าควรอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจตรงกันว่า”ทุนรัฐบาล”ที่เรียกกันนี้มีลักษณะพิเศษดังกล่าวต่างจากทุนอื่นๆ

รับทุนโดยสมัครใจหรือไม่

เท่าที่ผมทราบ การเซ็นสัญญารับทุน (หรือตกลงจ้างงานล่วงหน้า) เป็นไปโดยสมัครใจแน่นอน ตอนสอบแข่งขันก็มาสอบกันโดยสมัครใจ ตอนอ่านเอกสารสัญญาแล้วเซ็นรับก็เป็นไปโดยสมัครใจ เพียงแต่เมื่อรับทุนแล้วมาศึกษาต่อ เกิดนึกไม่อยากกลับไปปฏิบัติงานตามที่สัญญากำหนด มักเป็นเพราะภาพที่วาดหวังไว้เมื่อรับทุนกับสิ่งที่ปรากฏจริงในภายหลังนั้นต่างกัน ตอนรับทุนหลายคนยังเป็นเด็กโลกสวยเพ้อฝัน พอโตขึ้นเรียนรู้อะไรๆสักหน่อยความคิดก็เปลี่ยนไป แต่ผมก็ขอยืนยันว่าเมื่อเซ็นสัญญามาแล้วก็ต้องรับผิดชอบตามที่สัญญาระบุไว้ หากยังประสงค์จะรับราชการก็ขอให้ทำต่อไปโดยตั้งใจ หากไม่ประสงค์ก็ต้องชดใช้ให้ครบถ้วน

ทุนรัฐบาลไทย ให้มากกว่าเงิน

ผมยังยืนยันว่า ทุนรัฐบาลไทย(สัญญาจ้างงานล่วงหน้า) ให้มากกว่าเงินค่าใช้จ่ายดำรงชีพและเงินค่าเล่าเรียน โดยเฉพาะทุนระดับปริญญาตรี ที่ให้โอกาสนักเรียนไทยที่มีศักยภาพได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เนื่องจากการไปศึกษาต่อต่างประเทศมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่นการฝึกภาษา การติดต่อโรงเรียน และการสมัครมหาวิทยาลัย

แนวทางการไปศึกษาต่อที่อเมริกาด้วยทุนส่วนตัว ในประเทศไทยยังเป็นที่ทราบกันในวงจำกัด มักเป็นนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะดีสามารถใช้บริการสถาบันแนะแนวเอกชนได้ มีเครือข่ายเพื่อนฝูงเคยส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือมีพ่อแม่จบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ แต่นักเรียนทุนรัฐบาลระดับปริญญาตรีที่ผมพบเจอนั้น โดยมากมาจากครอบครัวฐานะปานกลางที่ไม่มีกำลังทรัพย์พอส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศได้เอง แม้ตัวนักเรียนจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ตาม การไปเรียนต่างประเทศตัวคนเดียวโดยไม่มีหน่วยงานใดดูแลก็ไม่ง่าย ค่าใช้จ่ายจิปาถะเท่าไรก็ไม่แน่นอน ตัวผมเองเรียนโครงการภาคภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสาธิตชื่อดังมากแห่งหนึ่ง กว่าจะทราบว่าการสมัครเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกามีขั้นตอนอย่างไรก็เมื่อทางโรงเรียนได้ว่าจ้าง counselor จากสถาบันแนะแนวเอกชนมาให้คำปรึกษา ทั้งการทดสอบภาษาอังกฤษ การเขียนเรียงความ การสมัครนะไม่ยากหรอกครับ แต่การสมัครให้ติดมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นต้องเตรียมการมากมายทีเดียว เพื่อนนักเรียนทุนที่มาจากโรงเรียนรัฐบาลชื่อดังมากๆหลายแห่ง ก็ไม่ทราบแนวทางการสมัครมหาวิทยาลัยจนกระทั่งเซ็นสัญญาเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลกันแล้ว ซึ่งสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนของ ก.พ. ก็จัดหาที่ปรึกษาและคอยอำนวยการให้การสมัครเรียนมหาวิทยาลัยผ่านไปโดยดี กล่าวโดยสรุป การไปศึกษาต่อต่างประเทศมีกำแพงสูงมากกั้นอยู่ (barriers to entry) แล้วทุนรัฐบาลพานักเรียนไทยที่ขาดโอกาส ข้ามกำแพงสูงด่านนี้ไปยังต่างประเทศได้

ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของก.พ. ที่ต้องพานักเรียนทุน เป็นว่าที่บุคคลากรของภาครัฐ ข้ามกำแพงนี้ไปให้เขาได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่าพวกเพื่อนนักเรียนทุนทั้งหลาย มีศักยภาพพอที่จะเรียนให้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้จริง แต่ก็ไม่ได้วิเศษถึงขั้นจะมีใครเอาทุนมามอบให้ถึงที่ นักเรียนทุนควรรู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่ก.พ.ที่ปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจยิ่ง แต่จะนับว่าเป็นบุญคุณหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ตัวนักเรียนเองจะพิจารณา

การยกเลิกสัญญาทุน

พอมาเรียนต่างประเทศได้สักพัก นักเรียนทุนจำนวนหนึ่งจะเริ่มคิดยกเลิกสัญญาทุนแล้วจ่ายค่าปรับแทน ความคิดไม่อยากกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานต้นสังกัดในประเทศไทย พอจะจำแนกสาเหตุสำคัญได้ดังนี้

ค่าตอบแทน

เมื่อได้โอกาสเรียนจนมีความรู้ความสามารถแล้ว นักเรียนทุนจำนวนหนึ่งจึงตระหนักได้ว่าค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการกลับไปปฏิบัติราชการในประเทศไทย ดูน้อยกว่างานในภาคเอกชนในระดับที่ใช้ความสามารถใกล้เคียงกัน และทักษะความสามารถของตนนั้นมีมูลค่าในตลาดแรงงานต่างประเทศมากกว่าตลาดแรงงานประเทศไทยอีกหลายสิบเท่า โดยเฉพาะสาขาวิชาจำพวกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มากพอที่จะเก็บเงินชดใช้ค่าปรับทุนหลักสิบล้านบาทได้ภายในเวลา 6–7 ปี (ว่ากันตามตรงแล้ว ค่าปรับของสัญญาทุนมีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก เมื่อเรียนจบควรไปกู้เงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่ามาจ่ายค่าปรับ แล้วผ่อนชำระภายหลัง)

ความก้าวหน้าในการทำงาน

ผมเชื่อว่าช่วงปีแรกๆของการทำงานเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่เราต้องประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หากได้รับการส่งเสริมที่ดีก็จะเพิ่มพูนทักษะได้มาก แต่หากไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถก็อาจทำให้ทักษะสูญหายไปได้ แรกเริ่มเดิมทีเมื่อเซ็นสัญญารับทุนใหม่ๆ นักเรียนทุนรุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างก็หวังจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาขาที่เขากำหนดให้เรียนนั้น ศึกษาวิจัยเรื่องอะไรกัน แต่เมื่อเรียนไประยะหนึ่งก็ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาและกลับไปปฏิบัติงานแล้ว ว่าไม่มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถทำประโยชน์ให้ต้นสังกัด หรือต้องปฏิบัติตามนโยบายของผู้บริหารองค์กรที่ตนเองเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ เป็นเหตุให้ความตั้งใจที่จะกลับประเทศลดน้อยลงไป

ผมเองนั้น ก็ตั้งใจไว้ว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยทันที แต่จะพยายามหางานในต่างประเทศเพื่อเพิ่มประสบการณ์การทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีงานในสาขาที่ศึกษาอยู่ไม่มากนัก และเชื่อว่าการทำงานกับบริษัทต่างประเทศในช่วง early career จะมีโอกาสเรียนรู้ทักษะต่างๆมากกว่า อีกสักระยะจึงจะนำประสบการณ์กลับมาทำงานในประเทศไทย

ทิ้งความหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

นักเรียกทุนรัฐบาลไทยอีกกลุ่มหนึ่งตัดสินใจไม่กลับประเทศเพราะรู้สึกว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้

หลายคนอาจสงสัย ตั้งคำถามว่า เขาให้พวกคุณไปเรียนวิชาการ ไม่ได้ให้ไปเตรียมตัวเล่นการเมือง คุณก็กลับมาทำหน้าที่ของคุณสิ ทำงานตามที่สัญญาระบุไว้ไง แค่นี้ทำไม่ได้เชียวหรือ

ต้องชี้แจงก่อนนะครับว่า นักเรียนทุนทั้งหลายที่ตกลงรับทุน ต่างก็หวังจะพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น หวังจะเล่าเรียนนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ความหวังที่จะพัฒนาประเทศนี้เองที่ทำให้นักเรียนทุนจำนวนมากสนใจติดตามสถานการณ์การเมือง เพราะพวกเขาตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ จำเป็นต้องใช้การเมืองและกระทำผ่านนโยบายของรัฐบาล จัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงปัญหา นักเรียนทุนเหล่านี้ก็คอยวิเคราะห์และอภิปรายหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศที่พวกเขาประสบมา

เมื่อติดตามปัญหาบ้านเมืองไปสักพักจึงตระหนักได้ว่า ปัญหาของบ้านเมืองก็คือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจอยู่ในประเทศทุกวันนี้นี่ล่ะ (ข้อนี้เป็นความเห็นของนักเรียนทุนส่วนหนึ่งเท่านั้น นักเรียนทุนที่เห็นต่างจากนี้ก็มีอยู่มากและโต้แย้งกันเป็นประจำ)

แล้วจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนักเรียนทุนคนไหนๆก็ต้องกลับมาทำงานสนองนโยบายของผู้มีอำนาจกลุ่มนี้ นักเรียนทุนที่เห็นดีเห็นงามกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองก็ดีไป เป็นโอกาสจะได้รับจัดสรรผลประโยชน์ ใครที่หวังจะได้เลื่อนฐานะทางสังคมทางเศรษฐกิจก็อาศัยจังหวะนี้ได้ เอาปัญญาที่ร่ำเรียนมาไปแลกทรัพย์สินและอำนาจ แต่นักเรียนทุนที่เห็นต่าง เมื่อกลับมาปฏิบัติงานก็คงกลายเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ของสังคม ผู้มีอำนาจท่านเห็นว่าการพัฒนาต้องนำประเทศไปทางขวา แต่นักเรียนทุนกลุ่มนี้เห็นว่าต้องไปทางซ้าย แค่จะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมายังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการพัฒนาบ้านเมืองตามที่หวังไว้

ในเมื่ออยู่ไปก็เท่านั้น เผลอๆจะขัดแย้งกับผู้มีอำนาจในหน่วยงานต้นสังกัดอีกด้วย หากพอมีหนทางยกเลิกสัญญาทุนได้ นักเรียนทุนเหล่านี้อาจเลือกนำความรู้ความสามารถไปก่อประโยชน์แก่วงการต่างๆของโลกเสียดีกว่า

ความเห็นส่วนตัว

  • รุ่นพี่นักเรียนทุนที่เลือกกลับไปปฏิบัติงานที่ประเทศไทย ควรมาแนะนำน้องๆที่กำลังตัดสินใจจะรับทุนว่าความเป็นจริงของการเป็นนักเรียนทุนเป็นเช่นไรบ้าง ถ้าแสดงความเห็นโดยนิรนามและไม่ผ่าน ก.พ. ได้จะดีมาก ใครใคร่ซาบชึ้งในบุญคุณแผ่นดินก็แสดงออกมาให้เต็มที่ ใครผิดหวังกับระบบราชการหน่วยงานต้นสังกัดก็ชี้แจงให้เต็มที่เช่นกัน ความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ค่าตอบแทนดีไหม ต้องหารายได้เพิ่มหรือไม่ ว่าไปตามตรง คิดเสียว่าเป็นการช่วยเหลือประเทศไทย ให้ได้บุคคลากรที่ประสงค์จะปฏิบัติราชการจริงๆ ใครรับสภาพชีวิตหลังจบการศึกษาไม่ได้จะได้ไม่ต้องรับทุน ไปหาทางเลือกอื่นให้ชีวิต
  • หน่วยงานต้นสังกัด อาจพิจารณาให้นักเรียนทุนของหน่วยงาน มาฝึกงานช่วงปิดภาคเรียน ผมเห็นว่าเวลาที่เหมาะสมคือช่วงปิดภาคเรียนระหว่างปีที่ 2 และปีที่ 3 เพราะนักเรียนได้เรียนวิชาพื้นฐานในสาขาวิชาที่กำหนดแล้ว การมาฝึกงานจะทำให้นักเรียนทุนได้เห็นความเป็นไปของหน่วยงานต้นสังกัดว่ามีโครงสร้างอย่างไร ระบบงานเป็นเช่นไร มีแผนพัฒนาระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร ที่ทางในอนาคตของนักเรียนทุนอยู่ตรงไหน เมื่อนักเรียนทุนผู้นี้กลับไปศึกษาต่อจะได้เลือกวิชาเฉพาะทางที่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานจริงๆ เพราะผมรู้สึกว่าเพื่อนนักเรียนทุนจำนวนมากไม่ทราบความเป็นไปและเป้าหมายของหน่วยงานต้นสังกัดตนเอง ทั้งที่ต้องรับราชการในหน่วยงานนั้นหลายสิบปี ตัวอย่างเช่นนักเรียนทุนโอลิมปิกวิชาการ อาจจะไปช่วยงานอาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาของตน เพื่อเรียนรู้ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร ประเทศไทยต้องการงานวิจัยแบบใดจากสาขาวิชานี้ ขับเคลื่อนประเทศไปทิศทางไหน (จะได้ไม่โดน TDRI ตำหนิว่าทำงานขึ้นหิ้งขึ้นห้างอะไรนั่น) เมื่อกลับไปจะได้เลือก field ที่จะทำวิจัยให้ตรงกับความต้องการของประเทศ

คำเตือน: การฝึกงานกับต้นสังกัดอาจทำให้นักเรียนทุนส่วนหนึ่งตัดสินใจได้ทันทีว่าจะยกเลิกสัญญาทุน

  • เรื่องการเมือง อยากให้เพื่อนๆนักเรียนทุนที่รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ใจเย็นลงสักหน่อย ผมดีใจที่เราเห็นตรงกัน ว่าการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ หลายคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะคนเหล่านั้นมีชีวิตที่สุขสบายดีมีเงินใช้ ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาหรือไม่ เศรษฐกิจจะดีหรือแย่ นำ้มันขึ้นหรือลดราคา หมูไข่ไก่ปลาราคาแพงหรือถูก การพัฒนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีชีวิตมั่นคงแล้ว คนที่ไม่เคยต้องกังวลว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับครอบครัวจะต้องหาเงินมาจากไหน คนที่เจ้าหน้าที่รัฐคอยอำนวยความยุติธรรมให้เสมอ

เพื่อนหลายคนที่ผมรู้จักไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้อ ไม่เคยอยากมีอยากได้อย่างคนอื่นเขา แต่ไม่อยากกลับประเทศไทย เพราะไม่ชอบที่จะต้องแสวงหาทรัพย์และศักดิ์มาเป็นเครื่องประกันความมั่นคงให้ชีวิต บางคนเลือกกลับมาเพื่อปฏิบัติงานตามสัญญาทุน แม้ไม่ชอบใจสภาพที่เป็นอยู่ ก็ขอให้อดทน เราเกลียดคนแบบไหนก็ขอให้ไม่ทำตัวแบบนั้น อย่าคิดอะไรมาก ประเทศนี้ไม่ใช่ของคุณ อยู่ๆไปเถอะ คิดซะว่าเช่าเขา ทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขไป สิ้นเดือนรับตังค์ แดกข้าว อยากไปเที่ยวไหนก็ไป หมดสัญญาทุนแล้ว อยากไปไหนก็ไปตามต้องการนะครับ

ส่วนใครที่เลือกจะอยู่เพื่อพัฒนาประเทศก็ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ การพัฒนาประเทศเป็นเรื่องยากและเป็นเรื่องใหญ่ นิยามคำว่า “พัฒนา” ของคุณกับผมอาจจะต่างกัน นิยามคำว่า “ชาติ”ของเราก็อาจจะต่างกันด้วย แต่ผมก็หวังว่าเราจะรักกันและร่วมงานกันได้อย่างสันติ


บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ทางบันทึกนักเรียนทุนได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่ซ้ำสำหรับผู้อ่านบน Medium