กาลามสูตร: อย่าเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

ถ้าเหตุผลเป็นสิ่งที่ดี การอ้างเหตุผลควรจะเป็นเรื่องดี แล้วเหตุใดกาลามสูตรจึงไม่ให้เชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

หลายคนชอบอ้างเหตุผล หมายถึงชอบอ้างว่าตัวเองมีเหตุผล ทุกคนคิด (เอาเอง) ว่าตัวเองมีเหตุผลทั้งนั้น

สะกิดใจตัวเองด้วยเหตุผล ๑ ในกาลามสูตร ๑๐ มีอยู่ข้อหนึ่ง

มา อาการปริวิตกฺเกน มา อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการ (หรือบางแห่งแปลว่า อย่าเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล)

ความข้อนี้เป็นไฉน

ข้อนี้ทำให้เราฉุกคิดว่า ที่เราคิดว่ามีเหตุผล แท้ที่จริงมีเหตุผลหรือไม่? การลากตรรกะและเหตุผลต่างๆ เพื่อให้เข้ากับความเชื่อของตัวเอง บางทีเราก็ต้องไตร่ตรองดูว่ามันเป็นเหตุผลจริง ๆ หรือเราเพียงแค่หาเหตุผลมารองรับความเชื่อของเรา

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง แท้ที่จริงมันเป็นความจริงหรือไม่? และต่อให้เป็นจริง เราได้เห็นครบทุกด้านหรือไม่? หรือเราเห็นความจริงเพียงด้านเดียว?

คงจำสาธกนิทานเรื่องตาบอดคลำช้างกันได้ นิทานเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

อ่านที่ (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=3493&Z=3583)

สรุปนิทานได้ดังนี้

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี พวกเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนาพุทธ) ต่างลัทธิ สมณะพราหมณ์ และปริพาชก ที่อาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถี มีทิฐิแตกต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มีทิฐินิสัยต่างกัน

พราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า

๑. โลกเที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ

ส่วนสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า

๒. โลกไม่เที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า

๓. โลกมีที่สุด …

๔. โลกไม่มีที่สุด …

๕. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น …

๖. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น …

๗. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก …

๘. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก …

๙. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี นี้ แหละจริง อื่นเปล่า ฯ

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า

๑๐. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ

ถกเถียงกันโดยต่างเชื่อว่าตัวเองนั้นเห็นความจริง คนอื่นไม่เห็นความจริง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อัญญเดียรถีย์เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรมไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรมก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ

แล้วพระพุทธเจ้าก็เล่านิทานให้ฟัง คือเรื่องตาบอดคลำช้าง

ในอดีตพระราชาพระองค์หนึ่งเรียกราชบุรุษคนหนึ่งให้หาช้างมาให้คนตาบอดแต่กำเนิดเก้าคนดู คนตาบอดทั้งเก้านั้นใช้มือลูบคลำส่วนต่างๆ ของช้าง แล้วก็กำหนดว่า ช้างเป็นเช่นนี้ๆ

คนที่คลำศีรษะช้างกราบทูลว่า “เหมือนหม้อน้ำ”

คนที่คลำหูก็กราบทูลว่า “เหมือนกระด้ง”

คนคลำงาก็ว่า “เหมือนผาล (เหล็กสําหรับสวมหัวหมูเครื่องไถ)”

คนที่คลำงวงก็ว่า “เหมือนงอนไถ”

คนที่คลำร่างกายก็ว่า “เหมือนฉางข้าว”

คนที่คลำเท้าก็ว่า “เหมือนเสา”

คนคลำหลังก็ว่า “เหมือนครกตำข้าว”

คนคลำหางก็ว่า “เหมือนสาก”

คนที่คลำปลายหางก็ว่า “เหมือนไม้กวาด”

ต่างฝ่ายต่างนึกว่าตัวเองถูกต้อง จึงวิวาทกันด้วยความเชื่อที่ตัวเองเชื่อ

นิทานเรื่องนี้สรุปว่า

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมข้องอยู่ เพราะทิฐิทั้งหลายอันหาสาระมิได้เหล่านี้ ชนทั้งหลายผู้เห็นโดยส่วนเดียว ถือผิดซึ่งทิฐินิสัยนั้น ย่อมวิวาทกัน ฯ

— —

คนที่วิวาท (ซึ่งมักจะอ้างว่าไม่วิวาท แต่เป็นการ “แลกเปลี่ยนความคิดเห็น”) มักจะอ้างว่าตัวเองมีเหตุผล มีความน่าเชื่อถือ เพราะเอามือคลำช้างมาแล้ว

ลองเอากาลามสูตรข้อที่ว่า มา อาการปริวิตกฺเกน มา อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการ (หรือบางแห่งแปลว่า อย่าเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล) มาใช้บ้างก็ดี บางทีเหตุผลที่เราคิดว่ามันถูกต้อง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะเราเพียงแต่เอาเหตุผลที่มีมารองรับความเชื่อของเราเท่านั้น