ว่าด้วยศาสนากับวิทยาศาสตร์

หลายคนชอบเอาหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงว่าศาสนาพุทธก็เป็นเช่นนั้น

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นักฟิสิกซ์ผู้เลื่องชื่อเคยใช้ประโยคว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.

เป็นประโยคที่คนนับถือศาสนาพุทธชอบยกมาอ้าง ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า “พุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์” ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันเลย

และพอจะกล่าวแย้ง ก็มีคนยกคำของท่านพุทธทาสมาปิดปากว่า “พุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์”

สิ่งเหล่านี้เป็นการมองผิดประเด็นไปพอสมควร เพราะท่านพุทธทาสกล่าวว่า “วิทยาศาสตร์คือความจริง พุทธศาสนาก็คือความจริง ดังนั้นพุทธศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์” ท่านเพียงแต่จะหมายถึงว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์คือการศึกษาเพื่อค้นหาความจริง การศึกษาพุทธศาสนาก็เพื่อค้นหาความจริง

ย้อนกลับไปที่ประโยคของไอน์สไตน์

แต่ถ้าอ่านกันแล้ว จะเห็นว่าไอน์สไตน์ไม่ได้กล่าวว่าพุทธศาสนาคือวิทยาศาสตร์ เพียงแต่บอกว่า พุทธศาสนาไม่ได้พูดถึงเรื่องพระเจ้า และมีพื้นฐานมาจากการสังเกตธรรมชาติเข้ากับจิตวิญญาณ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเข้าข่ายว่าไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

คำว่าไม่ขัดแย้ง ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

สิ่งที่มีเหมือนกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์คือความเชื่อและความศรัทธา

ทุกวันนี้นิพพานมีจริงหรือไม่ เราไม่รู้ แต่ถ้านับถือศาสนาพุทธจะเชื่อว่ามีอยู่จริง นี่คือพื้นฐานของศาสนา คือต้องมีความเชื่อ ความศรัทธา เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ต้องมีความเชื่อและมีศรัทธาในความเชื่อนั้นจึงค้นคว้าหาทางพิสูจน์ความเชื่อนั้น เช่นกาลิเลโอเชื่อว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลก็ตั้งทฤษฎีขึ้นและหาวิธีทดสอบทฤษฎีนั้นว่าจริงหรือไม่

เพียงแต่ ความเชื่อและศรัทธาเหล่านี้ ไม่ได้มีเสมอกันในทุกคน

บางคนศรัทธาแบบปิดกั้นการรับรู้ คือเชื่อแล้วก็เชื่อฝังหัว ไม่คิดจะค้นหาคำตอบหรือตั้งทฤษฎีในทางอื่น เช่นการศรัทธาในพระเจ้า เมื่อเชื่อแล้วว่าพระเจ้ามีจริง ก็ไม่เคยหาคำตอบทางอื่นหรือทดสอบความจริง โดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นคือการแสดงออกถึงการปราศจากศรัทธา ตรงนี้คือคำว่า dogma ในประโยคของไอน์สไตล์ — การศรัทธาโดยไม่ถามหาเหตุผล

แต่บางคนศรัทธาโดยเปิดรับการค้นหาสิ่งอื่นเพื่อนำไปต่อยอดสติปัญญา เรียกว่าศรัทธาปสาทะ คือเข้าหาเพื่อพัฒนาเพิ่มพูนและศึกษาต่อ ด้วยเหตุนี้จึงมีกาลามสูตร 10 ประการที่ต้องทำความเข้าใจ

  1. มา อนุสฺสวเนน — อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
  2. มา ปรมฺปราย — อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
  3. มา อิติกิราย — อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
  4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน — อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
  5. มา ตกฺกเหตุ — อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
  6. มา นยเหตุ — อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
  7. มา อาการปริวิตกฺเกน — อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
  8. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา — อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
  9. มา ภพฺพรูปตา — อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
  10. มา สมโณ โน ครูติ — อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

จงเชื่อเมื่อได้ศึกษาและทดสอบด้วยตนเองแล้ว (สนฺทิฏฐิโก) เห็นว่าเป็นสัจธรรมสมบูรณ์อยู่ทุกเมื่อ (อกาลิโก) สามารถท้าทายการพิสูจน์ของผู้อื่นได้ (เอหิปสฺสิโก) เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ (โอปนยิโก) และเป็นธรรมที่วิญญูชนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (ปจฺจตฺตํเวทิตพฺโพ วิญญูหิ)

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความคิดแบบมีเหตุผล ตรรกะ วิเคราะห์ วิจารณ์ หรือ critical thinking

ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะไม่ปิดกั้นการรับรู้ ไม่บังคับให้เชื่อ ซึ่งตรงกับความเชื่อและศรัทธาทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ไอน์สไตน์จึงใช้คำว่าศาสนาพุทธไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์

แต่ไม่ได้บอกว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์…