รีวิว Olympus OM-D E-M10 II

Tor Chanon
Feb 18, 2016 · 5 min read

กล้อง mirrorless ระดับมือสมัครเล่นของโอลิมปัสที่คุณภาพใหญ่กว่าขนาดตัว :D

สวัสดีครับเพื่อนๆ เรา @torcnn เอง

ที่ผ่านมามีน้องหลายคนรีเควสต์ให้เรารีวิวกล้อง Olympus OM-D E-M10 II ครับ เราก็บ้าจี้รับปาก รู้ตัวอีกทีก็ไปยืมกล้องเค้ามารีวิวแล้วเรียบร้อย บอกก่อนเลยว่า เจ้ากล้อง Olympus เนี่ยเป็นอะไรที่เราแทบไม่รู้จักเลยจริงๆ รู้แค่ว่าค่ายนี้ใช้เซนเซอร์ขนาด Four Thirds แล้วก็มีดีเรื่องกันสั่น จบ

ตอนแกะกล้องออกจากกล่องมาลองเล่นนี่ถึงกับปรับอะไรไม่เป็น ทั้งๆที่เราเล่น mirrorless มาแล้ว 2 ปีนะ รู้สึกว่ามันงงไปหมดเลย ปุ่มยุ่บยั่บ (เอาตามตรงชีวิตนี้เคยกดชัตเตอร์โอลิมปัสอยู่แค่2–3ทีอะตอนมีคนขอให้เราช่วยถ่ายรูปให้) แต่พอลองเล่นไปได้สักพัก เฮ้ย มันก็เป็นกล้องที่ไม่เลวเลยนะ

หมายเหตุ: ใครที่อยากเห็นตัวอย่างภาพที่ถ่ายจากกล้องนี้ เราแปะไว้ข้างล่างนะครับ

OM-D คือไร?

แต่ก่อนสมัยยุคฟิล์ม โอลิมปัสเค้าจะมีไลน์ที่ชื่อว่าOM พอถึงยุคดิจิตัลจึงถือกำเนิด OM-D ขึ้นมา ซึ่ง OM-D เนี่ยมาจากคำว่า OM Digital ลักษณะการตั้งชื่อของกล้องไลน์นี้จะต่อด้วย E-M แล้วก็ตามด้วยตัวเลข ยกตัวอย่างเช่น OM-D E-M5 หรือ OM-D E-M1 ซึ่งยิ่งตัวเลขต่อหลังน้อย ระดับของกล้องก็จะถูกวางไว้สูงขึ้น

ตอนนี้เจ้า OM-D E-M10 II เป็นกล้องจากไลน์ OM-D ที่ราคาถูกที่สุดแล้วครับ (ถ้าไม่นับรุ่นแรกนะ) ทางโอลิมปัสเค้าเรียกรุ่นนี้ว่า Entry-level OM-D

เดี๋ยวพาเข้าเรื่องสเปคทีละส่วนนะครับ

Sensor

เซนเซอร์ของกล้อง Olympus OM-D E-M10 II เป็นแบบ CMOS มีขนาด Micro Four Thirds(หากจับเลนส์ไหนมาติดก็จะคูณ2) ความละเอียดภาพอยู่ที่ 16.1ล้านพิกเซล ซึ่งขนาดเซนเซอร์และความละเอียดเท่านี้พอใช้งานในระดับทั่วไปแน่นอน ส่วนตัวเราไม่อยากได้ความละเอียดมากกว่านี้เลยด้วยซ้ำ ไม่จำเป็น

พึงระลึกไว้นะครับว่าถ้าเราเป็นพวกบ้าเห่อการเบลอหลังเยอะๆ กล้องตัวนี้อาจจะให้การเบลอหลังได้ไม่เท่าพวกกล้องเซนเซอร์ aps-c (พวกฟูจิโซนี่แคนอนซัมซุง)นะครับ แต่ไม่ใช่ว่าเบลอไม่ได้เลยนะ เบลอได้อยู่ แต่คงต้องเอาเรื่องเลนส์เข้าช่วยเยอะหน่อย

ถึงขนาดเซนเซอร์จะเล็กกว่าพวก aps-c หรือพวก full-frame แต่เซนเซอร์ขนาดนี้ทำให้โอลิมปัสได้เปรียบในด้านขนาดบอดี้ที่เล็กพกพาง่าย การโฟกัสที่เร็ว และเรื่องการทำงานของกันสั่น

Shutter

เร็วสุด 1/4000 วินาที ช้าสุด 60 วินาที มีโหมด Bulb ให้ใช้ มี electronic shutter ซึ่งทำให้ถ่ายเร็วสุดได้ 1/16000 วินาที แถมมี silent shutter มาให้ด้วย ซึ่งกรี๊ดมาก

ปรับ silent shutter ได้

ISO

ปรับได้ตั้งแต่ 200–25600 ครับ ตอนแรกคิดไว้นะว่าที่ISOสูงๆnoiseจะมหาศาลกว่านี้ แต่จากการทดลองเล่น Olympus OM-D E-M10 II ก็ทำออกมาในระดับที่รับได้ครับ คือดีกว่าที่เราจินตนาการไว้ เดี๋ยวมีภาพตัวอย่างให้ดู

ที่ISOน้อยๆไม่ได้มีปัญหาอะไร ที่ISOสัก1000เราถึงจะเริ่มหงุดหงิดใจกับเรื่องnoise สัก1600นี่เริ่มถอนหายใจแรง ใครที่จะชดเชยแสงในตอนกลางคืนด้วยกล้องตัวนี้ให้พยายามไปปรับส่วนอื่นก่อนแล้วค่อยมาเพิ่มISOนะ แต่โดยปกติเราไม่ค่อยมีโอกาสใช้ISOสูงๆกับกล้องตัวนี้หรอก เพราะว่ามันมีกันสั่นซึ่งเราจะพูดในส่วนถัดไป

ISO200
ISO400
ISO640
ISO1000
ISO1600
ISO3200
ISO5000

ขอโทษนะที่ไม่ได้ทดสอบISOมามากกว่านี้ หิวอะ เก็ทปะ นั่งถ่ายบะหมี่อยู่ได้ตั้งนาน

กันสั่น

นี่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของกล้องตัวนี้เลย เป็นประโยชน์กับการถ่ายภาพโคตรๆ เรื่องกันสั่นนี่เป็นจุดแข็งของกล้องยี่ห้อโอลิมปัสมาแต่ไหนแต่ไร E-M10รุ่นแรกมันมีกันสั่นมาให้ 3 แกน แต่รุ่น E-M10 II มีเพิ่มมาให้เป็น 5 แกน จำนวนแกนเยอะขึ้น ทิศทางที่กล้องจะสามารถลดการสั่นไหวของภาพก็เยอะขึ้นตามไปด้วย จากการทดสอบกันสั่นของ E-M10 II เราถือกล้องถ่ายด้วยชัตเตอร์สปีดที่ 1/3 วินาทีก็ยังได้ภาพอะ ชอบมากกกก อะเมซิ่ง (ส่วนตัวความสามารถเราถือได้เต็มที่แค่ 1/3 วินาที ถ้าเกิน1วิไปภาพก็เบลอๆสั่นๆเหมือนกัน แต่ใครมือนิ่งจริงๆ ที่1วินาทีก็ยังได้ภาพนะ)

ชัตเตอร์ 1/3 วินาที
ครอปให้ดู 1/3 วินาทีได้ขนาดนี้เราว่าดีงามมาก

การที่กันสั่นดี ทำให้เราสามารถใช้ชัตเตอร์สปีดช้าๆเพื่อให้แสงเข้ามาในภาพเยอะขึ้นได้ ความจำเป็นในการใช้ISOสูงๆก็ลดลงครับ ด้วยกันสั่นของกล้องตัวนี้ เราคิดว่าการใช้งานปกติทั่วๆไปคงได้ใช้ISOไม่เกิน1000อะ

Viewfinder

รุ่นที่แล้วความละเอียด 1.44ล้านจุด เราเอาของเพื่อนมาส่องๆแป๊บเดียววาง หงุดหงิด แต่รุ่นนี้เพิ่มความละเอียดเป็น 2.36 ล้านจุด รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเยอะครับ

หน้าจอ

ขนาด3นิ้ว ความละเอียด 1.04ล้านจุด ทัชสกรีน ปรับหน้าจอขึ้นได้80องศา ปรับลงได้50องศา เซลฟี่ไม่ได้นะจ๊ะ เวลาปรับหน้าจอมันจะมีฟีลลิ่งหนืดๆแข็งๆนิดนึง

ทัชสกรีนได้

โฟกัส

จุดโฟกัส 81จุด โคตรเร็วและโคตรแม่น กดปุ๊บเป็นเข้าเป้า มี Face detection มี focus peaking และตัว magnifier สำหรับชาวมือหมุน ในฐานะที่เคยลองเล่นหลายๆยี่ห้อมาก่อน เราประทับใจกับความเร็วโฟกัสของเจ้าโอลิมปัสตัวนี้มากๆ

เราสามารถเอานิ้วแตะหน้าจอเพื่อโฟกัสได้ด้วยนะ และแม้ในขณะที่เราส่อง Viewfinder อยู่ เรายังสามารถเอานิ้วแตะหน้าจอเลื่อนจุดโฟกัสไปมาได้อีก

ปุ่มควบคุม

ปุ่มเยอะมาก! 5555 มีปุ่ม Fn1 Fn2 Fn3 ให้ตั้งได้ตามสะดวก มีคันโยกเปิดปิดกล้องอยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งเจ้าคันโยกอันนี้ดันขึ้นอีกทีนึงจะเป็นการเปิดแฟลช ส่วนโหมดต่างๆปุ่มบันทึกวีดีโอ และการปรับค่าอะไรต่อมิอะไรอยู่ทางด้านขวาหมด กดปุ่มOKที่หลังกล้องจะมีแป้นลัดขึ้นมาให้ปรับการทำงานตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ปุ่มเยอะแบบนี้คงต้องใช้ความคุ้นชินครับ ถ้าสนิทสนมกับกล้องปุ่มเยอะๆแบบนี้เมื่อไหร่ เราจะปรับอะไรได้เร็วมากๆๆๆๆ เราเองก็เป็นคนที่ชอบกล้องปุ่มเยอะๆ ลองเถอะ มันดีกับคุณ

กดปุ่มOKแล้วมีพวกนี้ขึ้นมาให้ปรับ สะดวกดีครับ

แฟลช

ดันคันโยก ON-OFF ขึ้นอีกทีนึงแล้วกระโหลกที่เขียนว่า Olympus มันจะเด้งขึ้นมาเป็นแฟลช ขาแฟลชไม่สามารถดันขึ้นเพื่อ bounce เพดานได้นะครับ แต่มี hotshoe ให้เอาแฟลชแยกมาติดได้ ซึ่งก็อยู่บนกระโหลกนั่นแหละ

แฟลชหน้าตาแบบนี้

การถ่ายภาพต่อเนื่อง

8.5ภาพต่อวินาที ถือว่ารัวใช้ได้เลยครับ

วีดีโอ

ถ่าย 1080/60p ได้แล้ว รุ่นที่แล้วได้แค่30p ถึงจะยังไม่ 4K แต่ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่ครับ ข้อเสียก็คือไม่มีแจ็คต่อไมค์มาให้

Wifi

ส่งรูปเข้ามือถือได้ผ่านแอป Olympus Image Share ครับ

แบตเตอรี่

ชาร์จทีถ่ายได้ประมาณ 320 รูป ถือว่าก็โอเคครับ ยังไม่ถือว่าอึดนัก อาจจะต้องมีสำรอง ที่ชาร์จเป็นแบบมีแท่นชาร์จแยก

บอดี้

หน้าตาโคตรหล่อ มีสองสีนะ สีดำแบบในรูปนี้กับสีเงิน ต่างประเทศเห็นมีสีน้ำตาลด้วย เป็น Limited Edition ขนาดไม่ใหญ่ 120 x 83 x 47mm หนัก 390 กรัม เราว่ากำลังดีครับ วัสดุดูแข็งแรง การจับถือโอเค ถือมือเดียวไม่รู้สึกกลัวหล่นเพราะมีGripบางๆให้จับ ซึ่งถ้าไม่ถูกใจGripตรงนี้ สามารถซื้อ Grip แยกมาติดได้ (เสียตังอีกละ 555) บอดี้ไม่ Weather Sealed เหมือนรุ่นใหญ่ๆของโอลิมปัสนะครับ จะพาไปเที่ยวก็ระวังเจอฝุ่นเจอฝนด้วย

External Grip

เป็นตัวเลือกสำหรับคนมือใหญ่ๆครับ ติดไว้เพื่อให้จับถนัดขึ้น เป็นGripที่ทำมาให้เฉพาะรุ่นนี้เลย

ซึ่งพอติดเข้าไปก็จะมีหน้าตาแบบนี้

หลังได้ลองใช้Gripตัวนี้ก็รู้สึกว่าจับสะดวกสบายขึ้นเยอะ มองไว้เป็นทางเลือกนะครับ ชื่อรุ่น ECG-3 ราคาประมาณสองพันบาท

ข้อดีของมันคือมันสามารถแยกส่วนได้ ทำให้เวลาเปลี่ยนแบตหรือ SD card ทำได้รวดเร็วครับ ไม่ต้องมานั่งหมุนเกลียวถอดเข้าถอดออกบ่อยๆ กด1ทีมันก็แยกร่างออกจากกันได้เลย

เลนส์

เลนส์ที่สามารถซื้อเพิ่มได้ของกล้องตัวนี้มีมหาศาลมากกกกกกกครับ และสามารถข้ามค่ายไปใช้เลนส์ของ Panasonic ได้ด้วย แต่จะมีบางรุ่นที่กันสั่นบนเลนส์ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้นะ ต้องดูอีกที สำหรับเลนส์ที่เราติดใจมากๆคือ 25mm f1.8 เมื่อคูณกับคุณสมบัติของเซนเซอร์ Micro Four Thirds แล้วจะได้ระยะเทียบเท่า 50mm เป็นช่วง normal ซึ่งถ่ายง่าย เบลอหลังสวย แถมเลนส์มีขนาดเล็กมากๆด้วย พกพาง่าย ดูเผินๆนึกว่าเลนส์คิตอะ

25mm f1.8

ข้อดีของ system micro four thirds คือการที่ขนาดของเลนส์มันไม่ใหญ่นี่แหละ ลองดูจากรูปข้างล่างนะ ซ้ายสุดคือเลนส์คิต 14–42mm f3.5–5.6 ถัดมาคือ 25mm f1.8 ถัดมาคือ 75mm f1.8 และขวาสุดคือ 40–150mm f2.8 ซึ่งถือว่าเล็กมากแล้วเมื่อเทียบกับsystemอื่นๆ

ราคา

บอดี้เปล่าๆราคาประมาณ 24,990 บาท แต่ถ้าเอาแพคเกจแบบมีเลนส์คิต 14–42mm ด้วยจะราคาประมาณ 29,990 บาทครับ เอาจริงซื้อเลนส์คิตมาด้วยก็ดีนะ เดี๋ยวก็ได้ใช้อะ เว้นแต่มีสต๊อกเลนส์ four thirds อยู่แล้ว

สรุป

เราว่านี่เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆสำหรับคนที่อยากได้กล้องPerformanceดีๆสักตัวในราคาที่ไม่ขูดรีดกันเกินไป มีปุ่มให้ใช้เยอะดีทำให้ปรับอะไรได้รวดเร็ว กล้องตัวนี้มันจะเหมาะกับช่างภาพสายสตรีทเป็นพิเศษเนื่องจากหน้าตาของมันที่ดูไม่น่ากลัวและความเร็วในการโฟกัสที่เร็ว แม่นยำ ซึ่งทำให้เราไม่พลาดการจับโมเมนต์สำคัญๆครับ อีกทั้งยังมีกันสั่น5แกนซึ่งได้ใช้ในหลายๆโอกาสแน่นอน นอกจากนี้เลนส์ยังมีให้เลือกเล่นเยอะ มีขนาดที่เล็กทั้งกล้องทั้งเลนส์ ทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้ง่าย

ถ้าสนใจตัวนี้ก็ลองไปจับๆเล่นดูตามร้านกล้อง อ่านรีวิวของคนอื่นประกอบ รวมถึงถามผู้ที่ใช้อยู่ จะได้รู้ว่าชอบมั้ยนะครับ

มีอะไรก็ถามกันเข้ามาได้เหมือนเคยครับไม่ว่าจะทางเพจ Chanon ทาง Twitter ทาง Instagram หรือทาง ask.fm ก็ได้ เลือกช่องทางได้ตามสะดวก

ก่อนไป เรามีรูปจาก Olympus OM-D E-M10 II มาฝาก พอดีลากเพื่อนไปลองเลนส์มาเมื่อวันก่อน เป็นภาพจากเลนส์ 14–42mm f3.5–5.6, 25mm f1.8, 75mm f1.8 และ 40–150mm f2.8 เผื่อใครอยากจะรู้ว่าเลนส์ช่วงไหนให้ภาพออกมาประมาณไหนครับ ทุกภาพถ่ายเป็นไฟล์ RAW และแต่งใน Lightroom นะครับ

สุดท้าย ขอบคุณ ZoomCamera ที่ให้ต่อยืมกล้องกับเลนส์มาเล่นนะครับ อยากขโมยมากๆ

ไปละ บัย

Olympus OM-D E-M10 II + 25mm f1.8
Olympus OM-D E-M10 II + 25mm f1.8
Olympus OM-D E-M10 II + 14–42mm f3.5–5.6
Olympus OM-D E-M10 II + 75mm f1.8
Olympus OM-D E-M10 II + 75mm f1.8
Olympus OM-D E-M10 II + 40–150mm f2.8

torcnn

ต่อ ชานนท์ โตเลี้ยง — Photography Tips and Reviews — Instagram & Twitter : @torcnn

Tor Chanon

Written by

ต่อ ชานนท์ โตเลี้ยง / Photography Tips and Reviews. Instagram & Twitter : @torcnn

torcnn

torcnn

ต่อ ชานนท์ โตเลี้ยง — Photography Tips and Reviews — Instagram & Twitter : @torcnn

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade