12 เคล็ดไม่ลับสำหรับผู้ใช้งานกล้อง Sony A5100 (by @torcnn)

ถ้าคู่มือในกล่องท่านมีไว้กันกระแทก บทความนี้ช่วยคุณได้ครับ

สวัสดีครับ เรา @torcnn เอง

บทความนี้ขอเขียนเอาใจคนที่ใช้ Sony A5100 ซักหน่อย เพราะเราพบว่ามีมือใหม่หลายคนที่ซื้อกล้องยอดนิยมตัวนี้มาเล่น แต่ยังใช้งานมันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ บทความนี้เราจะแบ่งออกเป็นพาร์ตๆ เผื่อบางคนเข้าใจบางหัวข้ออยู่แล้ว จะได้เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่อยากรู้ได้ง่ายๆครับ

  1. รู้จักกล้อง Sony A5100
  2. แนะนำปุ่มต่างๆ
  3. จะถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ เอา 35mm หรือ 50mm ดี?
  4. ถ่ายแต่ละแนวควรทำยังไง?
  5. ส่งวิดีโอเข้ามือถือยังไง?
  6. ไม่มีตังซื้อเลนส์แพงๆ ใช้เลนส์มือหมุนได้มั้ย?
  7. ฟังก์ชั่นหน้าเนียน
  8. ภาพเหลืองจัง อยากได้โทนฟ้าๆ แก้ที่กล้องได้มั้ย?
  9. ไม่ชอบผิวเหลือง ทำไงให้ได้ผิวชมพู
  10. Creative Style
  11. Picture Effect
  12. ถ่ายกลางแดดมองไม่เห็นหน้าจอ ควรปรับยังไง?

โอเค เรามาเริ่มกันทีละข้อเลยนะ!

1.รู้จักกล้อง Sony A5100

Sony A5100

กล้อง Sony A5100 เป็นกล้อง Mirrorless เซลฟี่ได้ มีขนาดเล็กกะทัดรัด เซนเซอร์ของ Sony A5100 มีขนาด APS-C (หรือเซนเซอร์เล็กกว่ากล้องฟูลเฟรมหรือกล้องฟิล์ม35mmประมาณ1.5เท่า) ถือว่าเป็นขนาดที่ใหญ่พอใช้ได้ ทำให้ได้คุณภาพไฟล์ที่ดี สเปคอื่นๆโดยรวมจัดว่าดีพอที่จะใช้งานในระดับมือใหม่ไปจนเกือบจริงจัง

กล้องชนิดนี้เป็นกล้อง E-mount เราต้องนำเลนส์ชนิด E-mount เหมือนกันมาต่อถึงจะใช้ร่วมกันได้ หลายๆคนที่ใช้ Sony จะเคยเห็นคำว่า FE-mount เลนส์ชนิดนี้เอาไว้ใช้กับตระกูล A7 แต่ก็ถือว่าเป็นเลนส์ E-mount เหมือนกัน ดังนั้นใช้กับ Sony A5100 ได้นะครับ

E-mount

2.แนะนำปุ่มต่างๆ

กล้อง Sony A5100 เป็นกล้องที่ถือว่าปุ่มไม่เยอะถ้าเทียบกับกล้องตัวอื่นๆ ปุ่มปรับหลักๆจะอยู่ทางด้านขวา มีทั้งปุ่มวิดีโอเมนู ปุ่มขึ้นลงซ้ายขวา(ซึ่งสามารถหมุนปรับค่าต่างๆเช่นความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงได้) ปุ่มดูรูป ปุ่มลบรูป คร่าวๆที่ต้องรู้ก็มีเท่านี้แหละเน้อ

ด้านหลัง

ด้านบนก็ไม่ซับซ้อนอะไร มีปุ่มชัตเตอร์ มีวงแหวนซูมหุ้มอยู่ ใกล้ๆก็มีสวิชต์เปิด-ปิด

ด้านบน

3.จะถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ เอา 35mm หรือ 50mm ดี?

หลักการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอมีไม่มาก แต่หลักๆก็คือเราควรใช้โหมด M หรือไม่ก็A เพื่อให้ปรับขนาดของรูรับแสง(ค่าF)ได้ ยังไงก็ตาม รูรับแสงไม่ใช่ทุกอย่างที่ทำให้เกิดหลังเบลอ เราเคยอธิบายหลักการทำหน้าชัดหลังเบลอเอาไว้ในบทความเก่าอันนี้ ใครที่ยังไม่ทราบ ไปอ่านกันก่อนได้ครับ

การทำหน้าชัดหลังเบลอควรจะใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง(หรือค่าFต่ำๆ) แต่เนื่องจากเลนส์คิต(หรือเลนส์ที่ติดมากับกล้อง)เป็นเลนส์ 16–50mm f3.5–5.6 รูรับแสงต่ำสุดจะอยู่ที่3.5หากไม่ซูม และ5.6หากซูมจนสุด มันเป็นขนาดของรูรับแสงที่เบลอหลังได้ไม่เยอะเท่าไหร่ ดังนั้นหากอยากจะได้ภาพเบลอหลังเยอะๆ เราแนะนำให้ซื้อเลนส์เพิ่มนะ

เลนส์คิต + บอดี้

เลนส์ที่ถ่ายรูปทำหน้าชัดหลังเบลอของตัว Sony A5100 เด่นๆของค่ายนี้จะมีอยู่2ตัว ได้แก่ Sony 35mm f1.8 และ Sony 50mm f1.8 สองตัวนี้มีค่ารูรับแสงกว้างสุดเท่ากันที่ 1.8 ที่ต่างคือทางยาวโฟกัส ตามหลักแล้ว ทางยาวโฟกัสยิ่งไกลก็จะยิ่งเบลอหลังได้มากกว่า เป็นเหตุให้ 50mm f1.8 เบลอหลังได้มากกว่า 35mm f1.8

อย่างไรก็ตาม เจ้า 50mm f1.8 มันก็มีข้อจำกัด เนื่องจากกล้อง A5100 มีเซนเซอร์ขนาด APS-C (คูณ1.5) ทำให้เมื่อติดเลนส์ 50mm f1.8 จะได้ระยะเทียบเท่าเป็น 75mm แทน ซึ่งมีองศารับภาพที่แคบมาก ทำให้ต้องถอยออกจากตัวแบบมากพอสมควร ผู้ใช้ Sony A5100 หลายๆคนจึงตัดสินใจเลือก 35mm f1.8 แทน เพราะมันสะดวกกว่า

50mm เบลอหลังได้มากกว่าเพราะเลขทางยาวโฟกัสมากกว่า

จากภาพจะเห็นว่า 50mm f1.8 เบลอหลังได้มากกว่าพอสมควร แต่ 35mm f1.8 ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลยนะ เบลอได้อยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม เลนส์สองช่วงนี้ไม่ได้ต่างกันแค่เบลอหลัง แต่มุมมองยังต่างอีกด้วย จากการเทียบภาพที่ได้จาก 35mm f1.8 กับ 50mm f1.8 ถ้าเราเดินเข้าออกจัดคอมโพสให้ตุ๊กตาคุมะมงมีขนาดตัวใกล้เคียงกันทั้งสองภาพ ภาพที่ได้จากเลนส์ 35mm จะดูมีมุมมองที่กว้างกว่า และภาพที่ได้จาก 50mm f1.8 จะดูมีมุมมองที่แคบกว่า

สำหรับมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มจากระยะ 35mm ก่อน เนื่องจากเป็นระยะที่ถ่ายง่าย ถอยหลังน้อยกว่า ถ้าหากฝึกฝนจนพร้อมแล้ว ค่อยขยับไปใช้ 50mm ก็ยังไม่สาย ส่วนตัวเชียร์ให้มีไว้ทั้งสองตัวนั้นแหละ เปลี่ยนสลับไปมา จะได้ไม่เบื่อ

แต่ถ้าใครลองเล่นช่วงประมาณ 35mm แล้วรู้สึกว่าแคบไปอยู่ดี อยากได้ถ่ายง่ายกว่านี้ ก็ไป Sony Zeiss 24mm f1.8 ครับ หรือนอกจากเลนส์ค่าย เรายังสามารถใช้เลนส์ Sigma 30mm f1.4 for Sony-E ได้อีกด้วย

4.ถ่ายแต่ละแนวควรทำยังไง?

หลายๆคนมาถามว่าอยากถ่ายอย่างโง้นอย่างงี้ กล้อง Sony A5100 ทำได้รึเปล่าคะ? คือจริงๆกล้องอะไรก็ถ่ายได้ครับ แต่เราต้องเลือกเลนส์ให้ตรงกับงานของเรา และต้องเลือกโหมด+ตั้งค่าให้สัมพันธ์กับแนวภาพที่เราจะถ่ายด้วย

ก่อนอื่น การเลือกโหมด เราสามารถทำได้โดยการกดปุ่มตรงกลาง (Center Button) แล้วกดปุ่มขึ้นลงเพื่อเลือกครับ ไม่ยากหรอก

ถ้าเราขี้เกียจปรับอะไรเอง ให้ใช้โหมด SCN หรือ Scene Selection ครับ ภายในนั้นจะมีให้เลือกแนวภาพหลายแบบมาก ตั้งแต่ Portrait, Landscape, Sport และอื่นๆ เราก็แค่เลือกให้ตรงกับแนวที่เราจะถ่ายนะ

Portrait (ถ่ายภาพบุคคล)

เวลาจะถ่ายคน ควรมีเลนส์ที่เบลอหลังได้หน่อย เพื่อไม่ให้ฉากหลังมาแย่งซีนตัวแบบมากเกินไป อย่างที่อธิบายไปในหัวข้อด้านบน เราแนะนำเป็นเลนส์ที่มีค่าFต่ำๆ และทางยาวโฟกัสสัก30mmขึ้นไป อาจจะเป็น 35mm f1.8 50mm f1.8 หรือ Sigma 30mm f1.4 ก็ได้ ใครที่มีเลนส์ซูมแนะนำให้ซูมไปที่ระยะไกลๆหน่อยแล้วค่อยถ่าย หลังมันจะเบลอเยอะขึ้น

เวลาถ่าย แนะนำให้ใช้โหมด M หรือ A เนื่องจากมันเป็นโหมดที่ปรับค่ารูรับแสง(ค่าF)ได้อย่างอิสระ หรือจะใช้โหมด SCN แล้วเลือก Portrait เลยก็ได้

ดูวิธีถ่าย Portrait เพิ่มเติมได้ที่นี่

ส่วนการถ่าย Portrait เวลากลางคืน เลนส์ที่เราแนะนำเหมือนกับหัวข้อข้างบนเลย รูรับแสงกว้างๆก็จะทำให้แสงเข้ามาในภาพได้เยอะขึ้น โหมดที่แนะนำยังเป็นโหมด M และ A เช่นกัน หรือจะใช้โหมด SCN แล้วเลือก Night Portrait ก็ได้ โหมดนี้ของ Sony A5100 ค่อนข้างฉลาดและเชื่อถือได้ครับ

กล้อง Sony A5100 มีแฟลชมาให้ แต่เราจะอยู่ๆยิงแฟลชอัดหน้าตูมๆเลยไม่ได้ เพราะค่าปกติของแฟลชมันยังเป็น Fill-flash อยู่ ซึ่งเวลาถ่าย กล้องมันจะไม่ค่อยเก็บแสงฉากหลังมาด้วย

มีแฟลชเล็กๆให้ใช้งาน

ถ้าเราใช้โหมด M หรือ A ให้เราปรับไปใช้แฟลชแบบ Slow Sync โดยวิธีการตั้งค่าคือให้เข้าไปที่ Menu > Camera Settings > เมนูรูปกล้องที่2 > Flash Mode > Slow Sync Flash แฟลชชนิดนี้จะทำงานสัมพันธ์กับความเร็วขัตเตอร์ช้าๆครับ การยิงแฟลชแบบนี้จะทำให้ตัวแบบสว่าง ในขณะที่เก็บแสงสว่างของพื้นหลังมาด้วย

ปรับโหมดแฟลชเพื่อให้สัมพันธ์กับการถ่ายกลางคืน ด้วย Slow Sync Flash

ถ้าเราถ่ายแล้วรู้สึกว่าแฟลชมันยังแรงไป ให้ไปที่เมนูรูปกล้องที่3 แล้วปรับ Flash Comp. ตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดแรงแฟลชครับ หากตอนถ่ายแล้วบนหัวเรามีเพดาน อาจจะใช้อีกวิธีก็ได้ก็คือการ bounce โดยการเอานิ้วดันแฟลชขึ้นด้านบน มันจะทำให้แสงแฟลชดูซอฟต์ลง

ลดแรงแฟลชด้วย Flash Comp.

ดูวิธีถ่าย Night Portrait เพิ่มเติมได้ที่นี่

ดูวิธีการ Bounce Flash ด้วยกล้อง Sony A5100 ได้ที่นี่

Candid

คำว่าแคนดิด พูดง่ายๆก็คือแอบถ่าย เราแอบถ่ายเพื่ออะไร? เพื่อให้ผู้ที่ถูกถ่ายอยู่ในอิริยาบถที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ ถ้าไม่อยากให้เค้ารู้ว่ามีกล้องแอบถ่ายอยู่ เราก็ต้องไปหาเลนส์เทเลโฟโต้ซูมมาก่อน (เลนส์เทเลโฟโต้ = เลนส์ที่ถ่ายระยะไกลได้) เราว่าเลนส์ที่ใช้ควรจะครอบคลุมช่วงประมาณ200mmนะ จะเป็น 18–200mm f3.5–6.3 หรือ 55–210mm f4.5–6.3 ล้วนเป็นตัวเลือกที่โอเคทั้งสิ้น รูรับแสงของเลนส์พวกนี้ไม่กว้างเท่าไหร่ แต่เบลอหลังได้เยอะนะครับ เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไม

จากภาพด้านบนนี้เราใช้เลนส์ 18–200mm f3.5–6.3 ซูมสุดที่200mm รูรับแสงที่ทางยาวโฟกัส 200mm ถึงแม้จะเลยเถิดไปถึง 6.3 แต่ก็ยังเบลอหลังได้อยู่ เพราะว่าแก่นของการทำหลังเบลอไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดรูรับแสง(f)เพียงอย่างเดียว แต่“ทางยาวโฟกัสไกล”ก็เป็นอีกสิ่งที่ส่งผลต่อเรื่องนี้ พูดง่ายๆคือซูมยิ่งเยอะ หลังก็ยิ่งเบลอได้มากนั่นเอง

สำหรับโหมดที่เราแนะนำก็ยังคงเป็นโหมด M และ A เช่นเดียวกันกับการถ่าย Portrait ทั่วๆไป

Street

การถ่ายสตรีท ภาพควรจะดูมีเรื่องราว หรือมองแล้วเกิดคำถาม ทางยาวโฟกัสที่เราแนะนำคือช่วงเทียบเท่า 28mm — 35mm ดังนั้นเราว่าเลนส์ 16–70mm f4, 24mm f1.8, 20mm f2.8 หรือแม้กระทั่งเลนส์คิต เป็นเลนส์ที่เหมาะจะเอามาถ่ายภาพแนวสตรีท เลนส์ที่รูรับแสงกว้างๆ(Fน้อยๆ)ไม่ได้มีความจำเป็นมากนัก เพราะภาพแนวสตรีทมักจะใช้รูรับแสงแคบๆอยู่แล้ว

ถึงรูปนี้จะไม่ได้มีความสตรีทอะไร แต่ขอยกเป็นตัวอย่างคร่าวๆนะฮะ แนวนี้มันถ่ายยากจริงๆ 555

โหมดที่เราแนะนำคือโหมด M นะครับ เราว่าภาพแนวนี้เราควรควบคุมรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เองทั้งหมด

Action

การถ่ายภาพแนวแอคชั่น เป็นการถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เราแนะนำให้ใช้โหมด S เป็นหลัก เพื่อให้ง่ายต่อการปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์ยิ่งช้าเราก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวในภาพ ความเร็วชัตเตอร์ยิ่งเร็วก็จะยิ่งแช่แข็งสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพได้

Landscape

กล้อง Sony A5100 มีศักยภาพสูงในการถ่ายอะไรแนวนี้อยู่ละ เซนเซอร์ขนาด APS-C ความละเอียด24ล้านนี่ถ่ายรูปมากางแปะผนังได้สบายๆ ไปห่วงเรื่องเลนส์เถิด เรื่องเลนส์ที่ต้องใช้เนี่ยขึ้นอยู่กับว่าวิวที่เราต้องการจะเก็บมันอยู่ไกลออกไปแค่ไหน ถ้าทิวทัศน์ที่เราจะเอามันอยู่ใกล้ๆตรงหน้า ก็ใช้เลนส์มุมกว้างอย่าง 10–18mm f4, 16mm f2.8 + wide converter ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าทิวทัศน์อยู่ไกลออกไป ก็ควรจะใช้เลนส์เทเลโฟโต้ซูม อย่าง 18–200mm f3.5–6.3 หรือ 55–210mm f4.5–6.3 เพื่อซูมเจาะเอาเฉพาะพื้นที่ที่เราอยากได้

SCN > Landscape

โหมดที่เราแนะนำยังคงเป็นโหมด M และโหมด A เนื่องจากภาพแนวนี้เราควรจะปรับขนาดรูรับแสงเอง พยายามใช้รูรับแสงแคบๆนิดนึงเพื่อให้มีความชัดทั้งภาพ หรือถ้าขี้เกียจ ในโหมด SCN ก็มีซีน Landscape ให้เลือก

10–18mm f4
10–18mm f4

หากอยากจะถ่ายกลางคืนหรือลากไฟเป็นเส้นๆ เราแนะนำให้ใช้โหมด M ใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆหน่อย หากมีขาตั้งกล้องด้วยจะดีมากครับ

10–18mm f4

Selfie

เลนส์ที่เหมาะกับการเซลฟี่จริงๆก็คือเลนส์ที่มากับกล้องนั่นแหละ หากเราใช้ทางยาวโฟกัสที่ 16mm (ไม่ซูม) เราก็จะได้ระยะเซลฟี่ที่กำลังดี ใส่คนเข้ามาในเฟรมได้ประมาณ 1–3 คน

16–50mm (ที่16mm)

แต่ถ้าหากเราอยากจะเซลฟี่หมู่ มีคนเยอะๆ หรืออยากให้เห็นทิวทัศน์ด้านหลังด้วย เราแนะนำให้ใช้เลนส์wide(เลนส์มุมกว้างที่คนนิยมใช้ถ่าย Landscape นั่นแหละ) อย่าง 10–18mm f4 ไปเลย กว้างสะใจดี มิเช่นนั้นก็ใช้เป็นเลนส์ 16mm f2.8 ต่อ wide converter หรือ fisheye converter ส่วนโหมดที่แนะนำให้ใช้เซลฟี่คือโหมด Intelligent Auto เพื่อความง่าย

5.ส่งวิดีโอเข้ามือถือยังไง?

กล้องเรามันสามารถถ่ายวิดีโอออกมาเป็นไฟล์ได้หลากหลายนามสกุล แต่พึงระลึกเสมอว่า วีดีโอจากกล้อง Sony A5100 ที่จะส่งเข้ามือถือได้ ต้องเป็นไฟล์MP4เท่านั้น วิธีก็แค่เข้าไปตั้งค่าในเมนู แล้วเลือกเซฟวิดีโอเป็น MP4 ก่อนที่เราจะถ่าย แค่นั้นเอง การส่งเข้ามือถือก็จะเหมือนกับการส่งรูป ไม่ได้มีอะไรต่างกัน

ต้องปรับเป็น MP4 ก่อน
ส่งวิดีโอได้เหมือนส่งรูปปกติ

6.ไม่มีตังซื้อเลนส์แพงๆ ใช้เลนส์มือหมุนได้มั้ย?

ได้ ก็หาเลนส์มือหมุน+อแดปเตอร์มาติด ใช้งานได้ปกติครับ แค่มันจะออโต้โฟกัสไม่ได้เพราะไม่มีขั้วไฟฟ้าให้กล้องสื่อสารกับเลนส์ แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าไปเมนูแล้วปรับให้กล้องเรา Release Without Lenses ก่อน กล้องมันถึงจะยอมทำงานร่วมกับเลนส์มือหมุนที่มันไม่รู้จัก

ปรับเป็น Release w/o Lens เพื่อให้มันยอมลั่นชัตเตอร์เมื่อต่อเลนส์มือหมุน

กล้อง Sony A5100 มีฟังก์ชั่นที่ช่วยเหลือการถ่ายภาพด้วยเลนส์มือหมุนอยู่2อย่าง อย่างแรกคือ Focus Peaking อย่างที่สองคือ Focus Magnifier

Focus Peaking (Peaking Level) จะเป็นตัวช่วยโฟกัสแบบหนึ่ง เมื่อเปิดใช้ มันจะมีสีขึ้นมาบนหน้าจอ สีเหล่านี้จะบอกจุดโฟกัสในภาพครับ มันจะไปกองๆรวมกันในที่ที่กล้องโฟกัสอยู่ เวลาเราอยากโฟกัสอะไร เราก็หมุนเลนส์ไปเรื่อยๆจนกว่าสีๆเหล่านั้นจะไปกองอยู่ตรงจุดที่เราอยากจะโฟกัส ใช้ง่าย รวดเร็ว แต่ถ้าไม่ชำนาญก็หลุดโฟกัสได้ง่ายเหมือนกัน

เราสามารถเลือกได้สามสี คือแดง เหลือง และขาว และสามารถเลือกปริมาณของ Focus Peaking ได้ ว่าอยากให้มันแสดงผลเยอะ ปานกลาง หรือน้อย

เครื่องมือนี้จะช่วยโฟกัสแบบคร่าวๆ
บริเวณที่มีสีแดงๆคือบริเวณที่เลนส์กำลังโฟกัสอยู่ครับ

Focus Magnifier (MF Assist) จะเป็นตัวช่วยโฟกัสอีกรูปแบบ เมื่อเปิดใช้งาน มันจะซูมเข้าไปในภาพครับ เราจะเห็นว่าจุดที่เราโฟกัสมันชัดหรือไม่ชัด เราก็แค่หมุนเลนส์จนกว่าจุดที่เราโฟกัสมันจะชัด วิธีนี้ละเอียดกว่าวิธี Focus Peaking แต่มักจะใช้เวลามากกว่า ส่วนตัวเวลาใช้เลนส์มือหมุน เราจะชอบใช้วิธีนี้มากกว่า

วิธีนี้จะซูมเข้าไปเลย เราก็หมุนโฟกัสให้เข้า ละเอียดมากกว่าวิธีแรก

7.ฟังก์ชั่นหน้าเนียน

ชื่อก็บอกว่าหน้าเนียน ไม่ใช่หน้าฟรุ้งฟริ้ง ดังนั้นก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โหมดนี้ไม่ได้ทำให้ผิวสีเหลืองๆส้มๆกลายเป็นสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง แต่มันแค่เกลี่ยผิวให้เรียบเนียนยิ่งขึ้นนะครับ

กล้อง Sony A5100 สามารถปรับฟังก์ชั่นหน้าเนียนได้ 3 ระดับ ซึ่งจะใช้ได้หากเราถ่ายเป็นไฟล์ JPEG เท่านั้น (ถ่ายRAWไม่สามารถใช้ได้) วิธีก็คือ กดปุ่ม Menu > Camera Settings > เมนูรูปกล้องหมายเลข7 > Soft Skin Effect (Lo, Mid, Hi) อยากได้เนียนระดับไหนก็เอาตามใจชอบเลยครับ หรือใครไม่ชอบก็ปิดซะ

ปรับได้สามระดับ low — mid — high

ข้อแตกต่างในแต่ละระดับก็จะประมาณนี้ครับ

ดูภาพใหญ่อาจจะยังดูไม่ออก ลองดูภาพที่ซูมเข้าไปดู ที่lowกับmidเกลี่ยผิวไม่มากเท่าไหร่ ดูยังไม่ค่อยรู้ แต่ที่ high ผิวจะถูกเกลี่ยให้เนียนมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหลอกเว่อแบบกล้องฟรุ้งฟริ้งนะ

8.ภาพเหลืองจัง อยากได้โทนฟ้าๆ แก้ที่กล้องได้มั้ย?

เราสามารถลดความเหลืองได้ด้วยการปรับ White Balance วิธีก็คือ กดปุ่ม Menu > Camera Settings > เมนูรูปกล้องหมายเลข5 > White Balance

แก้ที่ White Balance ได้

พอเราอยู่ที่ AWB (Auto White Balance) ให้เรากดไปทางขวา 1 ที จะมีถาดสีขึ้นมาครับ ให้เราเลื่อนจุดหนีสีเหลืองตามความพอใจเลย ภาพของเราจะเหลืองน้อยลงครับ

ไปที่ AWB ไม่ต้องกดเลือก แต่ให้กดไปทางขวา1ที
ถาดสีจะขึ้นมา เลื่อนจุดส้มๆไปไหนก็ได้ตามใจเราเลย

ข้อเสียของการปรับแบบนี้คือมันจะเปลี่ยนสีสันทั้งหมดในภาพ ถ้าเราแค่อยากจะปรับสีสันเฉพาะส่วน เราแนะนำให้ใช้วิธีถัดไปที่เรากำลังจะพูดถึงครับ

9.ไม่ชอบผิวเหลืองๆ ทำยังไงให้ได้ผิวชมพู?

จะมีบางคนมาใช้กล้อง Sony A5100 แล้วรู้สึกว่ามันเหลืองครับ อยากได้สีผิวชมพูบ้าง ทำได้มั้ย? เห้ย ทำได้นะ ง่ายด้วย ก่อนอื่นเลยคือถ่ายๆมาเหอะ แล้วค่อยมาแก้ในโปรแกรม Lightroom อย่าเพิ่งเบะปากครับ มันง่ายมาก และโปรแกรมมันก็ดีมากจริงๆ อยากให้โหลดติดมือถือไว้ทุกคน

หลังจากเอารูปเข้ามือถือแล้วให้เราเข้าแอปชื่อ Lightroom Mobile (ถ้าจะแต่งในคอมก็ใช้ซอฟต์แวร์Lightroomก็ได้ เหมือนกัน) อิมพอร์ตรูปของเราเสร็จแล้วให้ไปที่ Edit แล้วเลือก Color / B&W

กด Edit — Color/B&W

เราจะพบว่ามีเมนูแก้ไขสีอยู่4อย่าง คือ B&W, HUE, SATURATION, LUMINANCE ขอให้เราช่างหัว B&W และโฟกัสกับสามสิ่งหลังครับ

ไม่ต้องสนใจ B&W เพราะมันเป็นเครื่องมือทำภาพขาวดำ

Hue คือการแก้ไขเฉดสี ในแต่ละสีมันจะมีเฉดของมันอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะสีแดง เขียว เหลือง หรือน้ำเงิน เมื่อปรับอันนี้ เฉดสีของสีที่เราปรับก็จะเปลี่ยนไป

Saturation คือการแก้ไขความอิ่มสี ยิ่งเพิ่มสีก็ยิ่งเข้ม ยิ่งลดสีก็ยิ่งซีด

Luminance คือการแก้ไขความสว่างของสี เราสามารถปรับความสว่างเฉพาะสีได้ด้วยเครื่องมือนี้ครับ

เมื่อทราบตรงนี้แล้ว ถ้าจะแก้สีผิว สีส้มกับเหลืองคือกุญแจสำคัญ! เนื่องจากสีผิวคนไทยมักจะไม่หนีสีส้มกับเหลือง ดังนั้นขอให้เราโฟกัสกับสีส้มกับเหลืองในแต่ละเครื่องมือเป็นหลัก เริ่มด้วยการ

1.ปรับ Hue เฉพาะสีส้มกับเหลืองไปทางด้านซ้าย กระบวนการนี้จะทำให้สีส้มขยับไปเป็นเฉดสีออกชมพู และสีเหลืองขยับไปเป็นเฉดสีส้มๆ

ลด Hue เฉพาะสีส้มกับเหลืองไปทางซ้าย จะได้ผิวเฉดสีชมพูๆ

2.ปรับ Saturation สีส้มกับเหลืองไปทางซ้าย กระบวนการนี้จะทำให้สีส้มกับสีเหลืองมีความอิ่มสีน้อยลง พูดง่ายๆคือสีส้มกับสีเหลืองในภาพจะดูดรอปลงไป

ลด Saturation เฉพาะสีส้มกับสีเหลือง ทำให้สองสีนี้ซีดลง

3.ปรับ Luminance สีส้มกับเหลืองไปทางขวา กระบวนการนี้จะทำให้สีส้มกับสีเหลืองมีความสว่างขึ้น ได้สีผิวที่กระจ่างใสอย่างกับในโฆษณาโลชั่น

เพิ่ม Luminance สีส้มกับสีเหลือง เพื่อให้สองสีนี้สว่างมากขึ้น จะได้สีผิวที่สวยใส

เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ จะกลับไปปรับค่าเบสิกด้วยการเพิ่ม Exposure ให้ภาพดูสว่างขึ้นหน่อยก็ได้ ดูภาพข้างล่างดิ เหยนี่ถ่ายจาก Sony A5100 จริงเหรอออ งานชมพูก็มา ง่ายจะตาย หลักๆปรับแค่3เครื่องมือเอง หลักการปรับสีมันก็มีแค่นี้แหละ หวังว่าจะสว่างใสถูกใจสาวๆกันนะครับ

ตกแต่งค่า Basic อีกซักรอบ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ให้ดู before - after อีกที

เป็นไง Sony A5100 ก็ฟรุ้งฟริ้งผิวอมชมพูได้

10.Creative Style

กล้อง Sony A5100 จะมีฟังก์ชั่นที่ชื่อว่า Creative Style ด้านในฟังก์ชั่นนี้ก็จะมีโปรไฟล์สีให้เลือก แต่ละโปรไฟล์สีก็จะทำให้สีของภาพเราเปลี่ยนไปครับ โดยปกติแล้วค่าของกล้องเริ่มต้นจะใช้ Creative Style : Standard เราสามารถใช้งาน Creative Style ได้ที่ปุ่ม ? ซึ่งจะอยู่ด้านขวาล่าง

หรืออีกทางนึง เราอาจจะเข้าที่ Menu > Camera Settings > เมนูรูปกล้องหมายเลข5 > Creative Style แทนก็ได้

กดปุ๊บก็เลือกได้เลยว่าจะเอาโปรไฟล์ไหน ถ้าเลือก Portrait คอนทราสต์ก็จะน้อยๆนิดนึง ถ้าเลือก Sunset ภาพก็จะออกโทนส้มๆไปเลย มีขาวดำให้ใช้ด้วยนะ

Standard — Sunset — B&W

11.Picture Effect

กล้อง Sony A5100 จะมีฟังก์ชั่นชื่อว่า Picture Effect ซึ่งจะเป็นการใส่เอฟเฟกต์สีๆเข้าไปในภาพ อย่างเช่นการดูดสี ใส่โทน Pop Color ใส่โทน Toy Camera ทำภาพแนวสีน้ำ และอื่นๆ ไม่สามารถใช้ร่วมกันกับ Creative Style นะครับ

12.ถ่ายกลางแดดมองไม่เห็นหน้าจอ ควรปรับยังไง?

นี่เป็นปัญหาทั่วไปของกล้องที่ไม่มีช่องมองภาพ Sony A5100 ก็เช่นกัน แต่ไม่เป็นไร ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ครับ

ในเมนูที่ชื่อว่า Monitor Brightness จะมีให้เราปรับความแรงของแสงหน้าจอได้2แบบ แบบแรกคือ Manual ซึ่งเราจะสามารถปรับเพิ่มและลดความสว่างหน้าจอในสภาวะปกติได้บวกลบ2 แบบที่สองคือ Sunny Weather ซึ่งจะเพิ่มความสว่างหน้าจอเพื่อถ่ายกลางแจ้ง

เวลาเรามองจอไม่เห็นในที่กลางแจ้ง ให้ปรับเป็นแบบ Sunny Weather ครับ หน้าจอของเราจะสว่างขึ้นมาก ถ่ายกลางแจ้งสบายสุดๆเลย ถ้าใครปรับตามนี้แล้วยังมองจอไม่เห็น เราอนุญาตให้มาตีมือได้คนละที

ข้อเสียของการปรับแสงหน้าจอแบบ Sunny Weather คือสีที่แสดงบนหน้าจอจะเพี้ยน และนี่เป็นโหมดที่กินแบตเตอรี่พอสมควร ดังนั้นใช้แล้วก็อย่าลืมเปลี่ยนกลับกันล่ะ

สรุป

จบกันไปแล้วกับเรื่องราวที่เรานำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆที่ใช้กล้อง Sony A5100 ครับ ขอให้สนุกกับการใช้งานกล้อง Sony A5100 นะครับ ถ่ายรูปมาแล้วก็อย่าลืมเอามาอวดกันด้วยล่ะ

มีอะไรก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้เช่นเคย ไม่ว่าจะช่องทางเพจ Chanon , Twitter , Ask.fm หรือ Instagram มีคำถามอะไรถ้าตอบได้จะพยายามตอบเน้อ ไว้เจอกันบทความหน้า ไปละ บรัย

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.