
รีวิว Olympus OM-D E-M5 III สเป๊กรุ่นใหญ่ในขนาดตัวที่เล็กกว่า
“ซีรีส์ E-M5 ที่ห่างหายไปกว่า 5 ปีกลับมาแล้ว!”
สวัสดีครับ เรา @torcnn เอง 😆
ซีรีส์กล้อง OM-D E-M5 ของ Olympus เป็นซีรีส์ที่ข่าวคราวเงียบหายไปกว่า5ปีครับ แฟนๆก็เรียกหารุ่นใหม่กันมาเรื่อยๆ จนในที่สุดปี2019 ทาง Olympus ก็ได้ปล่อยรุ่น3ออกมาให้หายคิดถึงซักที ด้วยช่องว่างที่นานถึง5ปีทำให้รุ่น2กับรุ่น3เป็นอะไรที่เทคโนโลยีคนละยุคและไม่เหมาะจะเอามาเทียบกันเลยครับ รีวิวนี้เราจึงไม่เน้นการเปรียบเทียบกับรุ่นเก่านะ แต่จะพูดถึงสิ่งที่กล้องตัวนี้ทำได้แทน
เราได้ Olympus OM-D E-M5 III มาเล่นเป็นระยะเวลาสั้นๆครับ ขอบคุณทาง Olympus Thailand สำหรับการให้ยืมกล้องตัวนี้นะครับ 😎
Background
ซีรีส์ OM-D เป็นซีรีส์ของกล้องมิเรอร์เลสยี่ห้อ Olympus ที่มีดีไซน์ช่องมองภาพทรงสามเหลี่ยมอยู่ด้านบน (ต่างกับอีกซีรีส์นึงอย่าง PEN ซึ่งดีไซน์ด้านบนจะเรียบๆ)
ส่วนชื่อ E-M5 ก็เป็นที่รู้กันครับว่าวางอยู่เหนือ E-M10 และมีฟังก์ชั่นป้องกันฝุ่นกับละอองน้ำอย่างแน่นอน
เซนเซอร์
เป็นเซนเซอร์ Live MOS ขนาด Micro Four Thirds (ขนาดย่อลงจากเซนเซอร์ชนิดฟูลเฟรม2เท่า ภาพที่ได้เหมือนถูกครอปเข้าไป2เท่า) เซนเซอร์ขนาดเท่านี้ส่งผลให้ Olympus สามารถผลิตกล้องและเลนส์ที่มีขนาดเล็กกว่าได้ คล่องตัวกว่า ได้เปรียบในการพกพา ผู้ใช้จะสามารถพกเลนส์ที่มีขนาดเล็กกว่า System อื่นๆ เพื่อเก็บภาพที่มีมุมมองใกล้เคียงกัน
ภาพจากเซนเซอร์นี้จะให้อัตราส่วน 4:3 ซึ่งเหมือนกับกล้องมือถือส่วนใหญ่ครับ
ความละเอียดของ Olympus OM-D E-M5 III อยู่ที่ 20.4 ล้านพิกเซล ซึ่งจัดว่าละเอียดเพียงพอต่อการถ่ายภาพทั่วไปแล้ว

ถ้าต้องการความละเอียดที่สูงกว่านี้ ไม่มีปัญหา กล้อง Olympus OM-D E-M5 III สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 50 ล้านได้(โดยใช้ขาตั้งกล้องร่วมด้วย) ทั้งนี้ควรใช้ถ่ายอะไรที่อยู่นิ่งๆนะ เพราะฟังก์ชั่นนี้คือการถ่ายภาพซ้อนกันหลายๆภาพ
ไฟล์ RAW
ไฟล์ RAW จัดว่าแต่งได้สนุกมือดีเลยครับ สามารถดึงในส่วน Highlights กลับมาได้พอสมควรเลยทั้งๆที่ใช้เซนเซอร์ขนาด Micro Four Thirds

การดึงส่วน Shadows ก็จัดว่าทำได้ดีเลยครับ ดูจากส่วนมืดของภาพข้างล่าง(ใบไม้ที่อยู่บริเวณขอบภาพ) เอากลับมาได้อยู่นะ





สีสันของไฟล์ JPEG
ด้านล่างนี้เป็นภาพ JPEG ที่ไม่มีการแต่งสีหรือแสงเพิ่มเติมครับ ตรงๆจากกล้องเลย ส่วนภาพที่มีการแต่งสีและแสง เราจะรวมไปแปะไว้ในส่วนท้ายของบทความนะ


















ระบบโฟกัส
Olympus OM-D E-M5 III ใช้ระบบออโต้โฟกัส All-cross-type On-chip Phase Detection AF 121จุด พูดยาวอาจจะงง เอาเป็นว่าเหมือนรุ่น OM-D E-M1 Mark II
สมัยก่อนกล้อง Olympus จะใช้ระบบโฟกัสแบบจับ Contrast เพียงอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้เริ่มใส่ระบบโฟกัสแบบ Phase Detection เข้ามามากขึ้น ซึ่งมันจะมีประโยชน์กับการติดตาม(Tracking)วัตถุที่เคลื่อนไหวในภาพ จากการลองเล่นก็รู้สึกว่ารวดเร็วดี ถ้ามันจะหลุดโฟกัสก็เป็นเพราะเราตั้งพื้นที่โฟกัสผิดซะเองนี่แหละ
นอกจากนี้ยังมีระบบโฟกัส Face & Eye Detection ถ้าจับโฟกัสใบหน้า ถ้าเจอดวงตาก็จะจับดวงตาให้ด้วย (สามารถเลือกดวงตาซ้าย/ขวาได้) ทำให้เราสามารถโฟกัสได้ง่ายยิ่งขึ้นเวลาถ่ายภาพแนว Portrait
กันสั่น
ฟังก์ชั่นกันสั่นจะช่วยลดความสั่นไหวของภาพได้ ซึ่งช่วยให้เรามีอิสระในการปรับค่ากล้องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะค่าความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความสว่างของภาพ กล้อง Olympus OM-D E-M5 III จึงไม่จำเป็นต้องดัน ISO สูงๆให้คุณภาพไฟล์ลดลง เพราะสามารถชดเชยแสงจากความเร็วชัตเตอร์ได้ในหลายโอกาส
กันสั่นตัวนี้เป็นกันสั่น5แกนรุ่นใหม่ที่สามารถรองรับการสั่นไหวได้มากถึง 5.5 สต๊อปโดยประสิทธิภาพของกันสั่นจะสูงขึ้นไปอีกถ้าใช้ร่วมกับเลนส์ที่มีเครื่องหมาย IS เช่น M.ZUIKO DIGITAL ED 12–100mm F4.0 IS PRO ทำให้สามารถชดเชยได้มากสุด 6.5 สต๊อป
เราสามารถถือกล้อง Olympus OM-D E-M5 III ถ่ายโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆได้ระดับหลายวินาทีเลยโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง
ภาพนี้ถือถ่ายนิ่งๆ1วินาที สู้กับลมแรงๆบนยอดเขา 1วินาทีนี่จัดว่าเด็กๆครับ


ภาพนี้ถือถ่ายนิ่งๆ4วินาที ได้น้ำตกไหลเป็นสายๆ

ส่วนภาพนี้เรากลั้นหายใจถือนิ่งๆ 5 วินาที

ภาพนี้10วินาที เอามือเกยกับม้านั่ง

ถ้าถามว่ามีกล้องยี่ห้ออื่นๆที่บ้าระห่ำเรื่องกันสั่นขนาดนี้ไหม ก็ไม่มีครับ
ปุ่มต่างๆและการควบคุม
เริ่มที่คันโยกเปิดปิด จะอยู่ด้านซ้ายบนของบอดี้

ถัดไปทางขวา นอกจากมีปุ่มกดชัตเตอร์ ปุ่มอัดวิดีโอ วงแหวนสำหรับปรับรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ครบถ้วน ยังมีปุ่มที่ทำมาเพื่อปรับค่า ISO โดยเฉพาะ การปรับค่าต่างๆจึงสามารถจัดการได้บนนี้หมดเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เราชอบมาก
วงแหวนปรับโหมดมีปุ่มตรงกลางสำหรับล็อก เพื่อป้องกันการปรับโหมดโดยไม่ตั้งใจ

ส่วนด้านหลังก็เหมือนกล้องทั่วไปครับ เมนู ดูรูป ลบรูป เราสามารถเข้าเมนูลัดได้ด้วยการกดปุ่ม OK

หน้าจอ
สามารถควบคุมกล้องด้วยการจิ้มหน้าจอได้ ไม่ว่าจะเพื่อสั่งการเมนู จิ้มหน้าจอเพื่อเลือกจุดโฟกัส และอื่นๆ

หน้าจอเป็นหน้าจอแบบพลิกออกด้านข้าง สามารถหมุนได้ทุกองศาที่ต้องการ จะมุมช้อน มุมกดก็ทำได้หมด หน้าจอดีไซน์แบบนี้ สำหรับเรามันพิเศษตรงที่มันสามารถถ่ายมุมช้อนแบบแนวตั้งได้ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาสำหรับกล้องที่จอพลิกขึ้นลง
เซลฟี่ได้มั้ย แน่นอนว่ามันสามารถพลิกกลับมาดูหน้าตัวเองได้ครับ
ช่องมองภาพ
ช่องมองภาพเป็นแบบ OLED ความละเอียด 2.36ล้านจุดรุ่นแรกของโอลิมปัส ให้ภาพสีสันสดใส คอนทราสต์สูง

การถ่ายภาพต่อเนื่อง
การถ่ายต่อเนื่องด้วยชัตเตอร์ Mechanic สามารถถ่ายได้ที่ 10 ภาพต่อวินาที ส่วนชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สามารถถ่ายได้ที่30ภาพต่อวินาที
นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Pro Capture ที่เริ่มถ่ายตั้งแต่กดชัตเตอร์ไปแค่ครึ่งเดียว เราสามารถมาเลือกเฟรมภาพที่ต้องการในภายหลังได้ ทำให้ไม่พลาดโมเม้นสำคัญๆ
วิดีโอ
ความละเอียดวิดีโอสูงสุดคือ C4K (4096 x 2160) ที่ 24p สามารถถ่าย High Speed Movie ได้ที่ 120fps เผื่อใครจะเอาไปยืดทำสโลว์โมชั่น
กล้อง Olympus OM-D EM5 III สามารถใช้เป็นกล้องถ่าย vlog ได้ไม่ยากครับ ด้วยขนาดตัวทำให้สามารถถือได้ด้วยมือเดียว จอก็พลิกกลับมาเซลฟี่ได้ ที่สำคัญคือกันสั่นช่วยให้เก็บฟุตเทจตอนเดินได้โอเคเลย นิ่งใช้ได้ เว้นแต่จะเดินกระแทกกระทั้น อันนี้กล้องก็ไม่ไหว
นี่เป็นวิดีโอที่เราเอาไปลองถ่าย จะมีฟุตเทจตอนเดินนิดหน่อยครับ
Silent Shutter
มีโหมด Silent Shutter ให้เลือก ซึ่งเมื่อเปิดใช้ การถ่ายจะไม่มีเสียงรบกวน เหมาะถ่ายอะไรที่ Sensitive อย่างเช่น การถ่ายที่ประชุม การถ่ายนก ถ่ายลูกหลับ ถ่ายกีฬาที่ต้องการใช้สมาธิ อย่างเช่น สนุกเกอร์ หรือเทนนิส
เราสามารถเข้าถึงเมนู Silent Shutter ได้ด้วย Quick Menu (กดปุ่ม OK)
ฟังก์ชั่นต่างๆ
Bracketing & HDR
เป็นฟังก์ชั่นสำหรับถ่ายในสภาวะที่มีความเปรียบต่างของแสง(Contrast)ในภาพสูง เช่นถ่ายย้อนแสงจัดๆ เราจะเอาภาพมารวมเองผ่านฟังก์ชั่น Bracketing หรือจะให้กล้องรวมให้ผ่าน HDR ก็ได้

จากภาพข้างล่าง เห็นได้เลยว่าภาพมีทั้งส่วนสว่างมากและมืดมาก ปวดหัวเลยครับตอนไปเที่ยว จะรอพระอาทิตย์ตกอีกหน่อยก็ทำไม่ได้ มีเวลาแค่นี้

เราเลยถ่าย Bracketing มา3ภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่สภาพแสงต่างกัน



หลังจากนำ3ภาพที่ถ่าย Bracket มารวมกันก็จะได้แบบนี้

Focus Stacking
ฟังก์ชั่นเพื่อนรักนักถ่ายภาพแนว Macro ช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ชัดทั้งหมด เหมาะกับงานประเภทจิวเวอรี่ ถ่ายแมลง หรือแม้กระทั่งแลนด์สเคป
High Res Shot
เป็นฟังก์ชั่นที่เอาไว้ถ่ายภาพความละเอียดสูง50ล้านพิกเซล คนทั่วไปอาจจะหาโอกาสใช้ยากหน่อย แต่ถ้าใครอยู่ๆมีความจำเป็นจะต้องถ่ายสินค้าอัดภาพขยายใหญ่ ก็มีให้ใช้ครับ การใช้ฟังก์ชั่นนี้จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องร่วมด้วยนะ
โหมดถ่ายภาพสำเร็จรูป (SCN Mode)
ถ้าสิ่งที่จะถ่ายมันอยู่ตรงหน้าแต่นึกไม่ออกว่าจะต้องปรับโหมดอะไรยังไง โหมดนี้ช่วยได้ครับ บอกกล้องเอาเลยว่าเราจะถ่ายภาพแนวไหน แล้วกล้องมันจะปรับค่าต่างๆให้เหมาะสมเอง

ART Filter
อันนี้เป็นโหมดที่จะปรับเปลี่ยนสีภาพไปตามฟิลเตอร์ ถ้ารู้สึกว่าท้องฟ้าหรือต้นไม้ที่เราถ่ายมันดูหม่นหมอง ก็สามารถปรับไปใช้โหมด Pop Art ได้ หรือถ้าวันไหนรู้สึกดาร์กๆ อยากจะปรับภาพให้เป็นขาวดำก็ทำได้เช่นกัน

ภาพด้านล่างถ่ายในวันที่ฝนตกครับ หมองหม่นมาก โหมดนี้ช่วยได้เยอะ


Live Composite
ความยากของการถ่าย Long Exposure คือการคำนวนว่าเราจะใช้เวลาถ่ายกี่วินาที แต่ถ้าคุณใช้ Olympus OM-D EM5 III เรื่องแบบนี้จะไม่ใช่อะไรที่ต้องมาคิดให้เสียเวลา
Live Composite คือโหมดที่จะถ่ายภาพซ้อนกันหลายๆใบด้วยความเร็วชัตเตอร์เท่าเดิม เมื่อกล้องนำแต่ละภาพที่ถ่ายมารวมกัน เราก็จะได้ภาพลากไฟหรือดวงดาวที่ไม่สว่างเกินไป ถึงแม้ด้านหน้าของกล้องจะมีไฟสว่างๆตั้งอยู่ก็ตาม
บอดี้
เล็กครับ ตัวนิดเดียว น้ำหนักแค่ 414 กรัม รวมแบตและการ์ด

ด้านหน้ามีกริปยื่นออกมาพอสมควร ส่วนด้านหลัง(ตรงปุ่ม ISO) มีที่วางนิ้วโป้งด้วย

สำคัญที่สุดคือมันสามารถป้องกันฝุ่นละออง ละอองน้ำ และความเย็นระดับติดลบ10องศาได้ ถ้าเราไปเที่ยวแล้วอยู่ๆฝนเทลงมาก็อุ่นใจได้ครับ เราเอาไปลุยฝนมาแล้ว รอดชัวร์ ทั้งนี้ต้องใช้กับเลนส์ที่มีระบบป้องกันแบบนี้ด้วยนะ

หลังจากเจอฝน ควรเอาไดรเป่าหรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้มันแห้งซะก่อน เพราะถ้าเรารีบถอดแบตหรือเปลี่ยนเลนส์ไปมาระหว่างกล้องเปียก ความชื้นอาจจะเข้าไปด้านในได้ครับ เรือดำน้ำมันก็ไม่ได้กันน้ำถ้าเราเปิดฝาด้านบนทิ้งไว้ถูกมะ 😝
การเชื่อมต่อ
มีช่องเสียบไมโครโฟนครับ ทำให้สามารถ vlog ได้ด้วยเสียงคุณภาพที่ดีขึ้น

ด้านข้างมีช่องเสียบรีโมตคอนโทรล ช่อง Micro USB ช่อง Micro HDMI ส่วนด้านบนมี Hot Shoe สำหรับต่อกับไมโครโฟนหรือแฟลชก็ได้
แบตเตอรี่
แบตเป็นรุ่น BLS-50 (รุ่นเดียวกับ OM-D E-M10 MarkIII) มีขนาดเล็กลง แต่ความจุไม่ต่างจากเดิม เราสามารถชาร์จกล้องกับพาวเวอร์แบงก์ได้ เผื่อฉุกเฉินหมดกลางทริป แต่ไม่สามารถถ่ายไปด้วย ชาร์จไปด้วยได้นะ

ราคา
มีขาย 3 เป็น 3 แพ็กเกจ ได้แก่
- บอดี้เปล่า Olympus OM-D E-M5 Mark III ราคา 39,990 บาท
- บอดี้ Olympus OM-D E-M5 Mark III พร้อมเลนส์คิต 14–150mm f4–5.6 II ราคา 49,990 บาท
- บอดี้ Olympus OM-D E-M5 Mark III พร้อมเลนส์ 12–40mm F2.8 Pro ราคา 64,990 บาท

ส่วนบอดี้จะมี2สีให้เลือก คือสีเงินกับสีดำ


สรุป
Olympus OM-D E-M5 III เป็นกล้องที่ให้อิสระในการพกพาและมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นที่มีประสิทธิภาพ มีเลนส์ให้เลือกหลายตัวและมีขนาดเล็ก ทำให้มันเหมาะกับช่างภาพสายสปอร์ต สายส่องนก สายท่องเที่ยว และยังใช้ทำ vlog ได้ด้วย
ข้อดี
- ความละเอียด 20 ล้านเพียงพอต่อการถ่ายทั่วไป แต่สามารถถ่ายความละเอียดเพิ่มเป็น 50 ล้านได้ถ้ามีขาตั้งกล้อง(เหมาะกับการถ่ายอะไรนิ่งๆ)
- เซนเซอร์ Micro Four Thirds ส่งผลให้เลนส์มีขนาดเล็กและได้เปรียบเวลาถ่าย อะไรที่อยู่ไกลๆ
- มีระบบโฟกัสแบบ Phase Detection ซึ่งช่วยให้ track วัตถุได้ดี การสลับจุดโฟกัสของงานวิดีโอทำได้ลื่นไหลและแม่นยำ
- กันสั่น5แกนชุดใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับในวงการระดับสูง เพิ่มอิสระในการปรับค่ากล้อง ไม่ต้องใช้ ISO สูงๆ ไม่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์เร็วมากแม้เจอลมแรง การถ่าย Long Exposure โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็เป็นอะไรที่สะดวกมาก
- หน้าจอพลิกได้ทุกองศา การที่หน้าจอพลิกออกข้างเลยถ่ายแนวตั้งมุมช้อนได้โดยไม่ต้องลำบากชีวิต รองรับการสัมผัสหน้าจอ
- บอดี้มีขนาดเล็กและเบา เราใส่ไว้ในเสื้อนอกตอนไปเที่ยวได้เลย
- บอดี้กันฝุ่นและละอองน้ำ ลุยความหนาวติดลบ10องศา ไม่ต้องห่วงเวลาไปเที่ยวที่ที่อากาศแปลกๆเลย
- ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพาวเวอร์แบงก์ได้ แบตมีขนาดเล็กลงแต่จุพอๆกับตัวเดิม ในกล่องมีที่ชาร์จแยกให้
- มีฟังก์ชั่นต่างๆที่มีประโยชน์ เช่น Live Composite, Pro Capture, Focus Stacking
ข้อสังเกต
- กันสั่นบนวิดีโอต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งาน ถ้ากลั้นหายใจเดินช้าๆมันก็นิ่งอยู่ แต่ถ้าเดินกระแทกๆหรืออยู่บนยานพาหนะก็อาจไม่ไหว ต้องใช้ตัวช่วย
- กล้องตัวนี้ไม่เหมาะกับคนที่อยากเบลอหลังเยอะๆเป็นโจ๊ก ไม่ใช่ว่ามันเบลอไม่ได้นะ แต่มันจำเป็นต้องใช้เลนส์ที่เลขทางยาวโฟกัสเยอะหน่อย
- ไม่เหมาะกับงานภาพนิ่งที่มีความซีเรียสสูงมากๆ เช่น งานอัดภาพทำป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ถ้าอยากจะได้ความละเอียดสูงต้องใช้ขาตั้งกล้อง
- กล้องเปิด Noise Reduction เป็นค่า Default ถ้าใครไม่ได้เอาออกมันจะเกลี่ยภาพให้อัตโนมัติ สำหรับใครที่อยากได้รายละเอียดที่ชัดเจนก็อย่าลืมไปปรับนะ จะอยู่ในเมนู E1 > Noise Reduct. > Off
- ชาร์จพาวเวอร์แบงก์ไปด้วยถ่ายไปด้วยยังไม่ได้
- ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
ใครที่อยากจะพกกล้องไปเที่ยวแล้วเดินตัวปลิวๆหน่อย Olympus OM-D E-M5 III เป็นทางเลือกที่ดีเลยครับ ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ขาตั้งกล้องแทบไม่จำเป็นต้องมีเลย ฟังก์ชั่นจัดมาครบ พาไปลุยก็อุ่นใจได้เพราะทนแดดทนฝนด้วย
จบแล้วกับรีวิว Olympus OM-D E-M5 Mark III หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ ถ้าสนใจก็อย่าลืมไปทดลองเล่นที่ร้าน ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพทุกคนครับ 😌



























