รีวิว Olympus PEN-F เทคโนโลยีมิเรอร์เลสในร่างกล้องฟิล์ม

“กล้องมิเรอร์เลสสุดหล่อจากค่ายโอลิมปัส”

สวัสดีครับ เรา @torcnn เอง

วันก่อนเราเข้าไปที่โอลิมปัสและไปคว้ากล้อง Olympus PEN-F เค้ามาเล่นครับ จริงๆกล้องตัวนี้มันออกมาได้สักพักแล้วแหละ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้นำมารีวิวลงลึกเป็นบทความ

กล้อง Olympus PEN-F นี่ว่ากันตรงๆเลยคือมันเป็นกล้องที่ทำมาเพื่อความหล่อเป็นหลัก สนองเรื่อง Emotional แบบเน้นๆ หล่อแค่ไหนขอเล่านิดนึงอะ วันก่อนครับ ไปขึ้นวินมอไซค์หน้าปากซอย สะพาย PEN-F ไปนี่แหละ พี่วินถึงกับถามว่านี่กล้องอะไรทำไมสวยจัง อยากได้บ้าง อิๆ

Background

กล้อง Olympus PEN-F เนี่ยจริงๆมันเคยเป็นชื่อของกล้องฟิล์มมาก่อน คือสมัยยุค 60’s โน่นเลย ละโอลิมปัสเค้าก็ได้รีบูทสุดหล่อกลับมาอีกทีในยุคนี้ โดย PEN-F ใหม่นี้เป็นกล้องชนิดมิเรอร์เลส นั่นหมายความว่ามันจะไม่มีกระจกสะท้อนภาพ และมีขนาดตัวที่ไม่ใหญ่เหมือนกับกล้องชนิด DSLR ทั่วไป

เราจะเข้าเรื่องสเปคแต่ละส่วนนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรูป เราจะแปะเอาไว้ในส่วนท้ายของบทความนะ

เซนเซอร์

เซนเซอร์เป็นชนิด CMOS ขนาด Micro Four Thirds (ติดเลนส์อะไรเข้าไปต้องคูณด้วย 2 ถึงจะได้ช่วงเลนส์ที่แท้จริง) ตัวเซนเซอร์มีความละเอียดอยู่ที่ 20.3 ล้านพิกเซล ละเอียดพอมั้ย? พอมากๆ เกินพอไปด้วยซ้ำ จริงๆแค่ 16ล้านก็เหลือเฟือแล้ว

ขนาดของภาพใหญ่สุดที่จะได้ คือ 5184 x 3888 โดยอัตราส่วนภาพที่เหมาะสมตามขนาดเซนเซอร์นี้คือ 4:3 (ตามชื่อ Four Thirds นั่นแหละ) อันนี้แล้วแต่คนชอบเลย ถ้าไม่ชอบ 4:3 ก็สามารถให้กล้องครอปภาพเป็นอัตราส่วนอื่นๆ เช่น 1:1 , 3:2 , 16:9 ได้

ไฟล์ RAW เอามาดึงเล่นได้พอประมาณครับ ไม่ถึงกับอลังการ แต่ก็เหลือกินเหลือใช้

ชัตเตอร์

ชัตเตอร์มีทั้งแบบแบบเมคานิค(ชัตเตอร์ปกติทั่วไป)และอิเล็กทรอนิกส์ ความเร็วสูงสุดของชัตเตอร์ปกติคือ 1/8000 วินาที แต่ถ้าปรับไปที่ 1/16000 จะเปลี่ยนเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์

มีฟังก์ชั่น Silent Shooting หรือถ่ายแบบไม่มีเสียง เหมาะใช้ในสถานการณ์ละเอียดอ่อนอย่างเช่นถ่ายเด็ก ถ่ายงานประชุม หรือถ่ายกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ

ISO

สามารถปรับได้ตั้งแต่ 200–25600 แต่พยายามอย่าเกิน 1,000 ก็จะดี เซนเซอร์ขนาดนี้ไม่เหมาะแก่การดัน ISO สูงๆครับ พยายามใช้ ISO ต่ำๆไว้ แล้วชดเชยด้วยความเร็วชัตเตอร์ช้าๆแทน ไม่ต้องกลัวภาพสั่นหรอก เพราะเค้าใส่กันสั่นมาให้

กันสั่น

จะว่านี่เป็น Signature ของค่ายโอลิมปัสก็ได้นะ คือเค้ามักจะใส่กันสั่นมาให้กล้องทุกรุ่นของเค้าเลย ไม่ว่าจะกล้องระดับสูง กลาง ต่ำ ใส่มาให้หมด กันสั่นเนี่ยจะทำให้เราสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆได้โดยไม่ต้องกลัวภาพสั่นไหว

กันสั่นของเค้าเป็นกันสั่น5แกน สามารถลดความสั่นไหวได้ประมาณ 5 สต๊อป กันสั่นใช้ดีจริงครับ ไม่ได้ใส่มาเล่นๆ รูปข้างล่างนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/3 วินาที

1/3 วินาที

ระบบโฟกัส

มีจุดโฟกัส 81 จุด ใช้ระบบโฟกัสแบบ Contrast Detection ครับ เร็วเลยทีเดียว แต่การโฟกัสก็ตามชื่อเลย คือมันจำเป็นต้องใช้คอนทราสต์ในการจับโฟกัส ถ้าเอาไปถ่ายทั่วๆไปก็ไม่น่ามีปัญหาไร เร็วแบบจับวาง แต่ถ้าเอาไปถ่ายอะไรที่คอนทราสต์ต่ำ เช่นวัตถุสว่างในแบคกราวนด์สว่าง วัตถุมืดในแบคกราวนด์มืด มันก็จะจับยากหน่อย

ระบบโฟกัสแบบ C-AF (โฟกัสต่อเนื่อง) ทำได้ดีครับ ชอบ ถ้ามันเจอจุดที่จะโฟกัส มันจะค่อยๆปรับเข้าแบบช้าๆ smooth เหมาะใช้ควบคู่กับการถ่ายวิดีโอทั่วไปที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเยอะมาก ยังไงก็ตามถ้าจะเอาไปถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวเร็วปรี๊ดๆ ระบบโฟกัสแบบนี้จะไม่ทันกินนะ ต้องขยับไปใช้ Olympus OM-D E-M1 II โน่น

ปุ่มต่างๆและการควบคุม

ปุ่มและการควบคุมไม่ได้แตกต่างจากกล้องโอลิมปัสทั่วๆไปมากมายครับ แต่ก็มีเพิ่มเข้ามาอยู่นิดหน่อย โดยเฉพาะวงแหวนด้านหน้า ซึ่งเอาไว้ปรับโปรไฟล์สีของภาพได้

วงแหวนด้านหน้าเอาไว้ปรับโปรไฟล์สี

วงแหวนเปิดปิดจะอยู่ด้านข้าง มาในลักษณะทรงกระบอก การเปิดปิดจะไม่ง่ายเท่าแบบปุ่มกดหรือวงแหวนที่มีลักษณะยื่นๆออกมาชัดเจน เราเปิดแล้วชอบลืมปิดประจำ เพราะปุ่มมันไม่ค่อยเด่น

วงแหวนเปิดปิดกล้องอยู่ด้านข้าง

วงแหวนปรับเมนูมีปุ่มให้กดตรงกลาง กดปุ๊บจะล็อกเมนู ถ้ากดอีกทีนึงจะปลดล็อกและถึงจะหมุนปรับเมนูไปมาได้

ล็อกเมนูได้ด้วยปุ่มนี้

กล้องตัวนี้มีวงแหวนปรับค่าต่างๆครบครันและแยกหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการปรับรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ หรือปรับEV(ค่าแสงบวกลบ) จึงไม่ต้องห่วงเลยว่าจะปรับค่าต่างๆช้า ถ้าฝึกฝนซักหน่อยให้ชิน จะใช้การได้รวดเร็วกว่ากล้องที่ปรับค่าหลายๆอย่างด้วยวงแหวนวงเดียว

หน้าตา Quick Menu

การกดปุ่ม OK ที่ด้านหลังจะเป็นการเข้าถึง Quick Menu อันนี้ได้ใช้บ่อยแน่นอน

หน้าจอ

ความละเอียดหน้าจอ 1.03 ล้านจุด หน้าจอปรับออกด้านข้างได้ สามารถหมุนได้ทุกองศาเลย ดังนั้นอยากอยากเซลฟี่ก็เซลฟี่ อยากถ่ายมุมต่ำมุมสูงก็ถ่ายได้ อีกทั้งหน้าจอยังเป็นแบบทัชสกรีน จะจิ้มโฟกัสบนหน้าจอเลยก็ยังได้ สะดวกดี

หน้าจอพับได้ทุกองศา

ช่องมองภาพ

นอกจากหน้าจอจะพับได้ทุกองศาแล้ว ยังมีช่องมองภาพให้ใช้งานด้วย นี่เป็นหนึ่งในกล้องไม่กี่ตัวครับที่มีฟังก์ชั่นหน้าจอพับได้และมีช่องมองภาพให้ในตัว กล้องในตลาดส่วนใหญ่จะมีอย่างนึงแต่ไม่มีอีกอย่างนึง

ช่องมองภาพ

ช่องมองภาพเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ความละเอียดช่องมองภาพอยู่ที่ 2.36 ล้านจุด ครอบคลุม100%ของภาพ เท่าที่เล่นๆดูก็ให้ภาพที่เคลียร์ดีครับ

การถ่ายภาพต่อเนื่อง

ถ่ายต่อเนื่องได้ที่ 10 ภาพต่อวินาที จัดว่ารัวเลยแหละ

วิดีโอ

วิดีโอเต็มที่คือ Full HD ที่ 60fps ยังไม่มี 4K นะ (ที่ไม่ใส่มาเพราะอาจจะด้วยข้อจำกัดด้านบอดี้) แต่ก็จัดว่าใช้งานได้โอเคแล้ว การโฟกัสในวิดีโอทำได้ต่อเนื่องดี แต่อย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนๆ คือระบบโฟกัสแบบ Contrast Detection มันไม่ได้เกิดมาเพื่อถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

ฟังก์ชั่นต่างๆ

แต่งไฟล์ RAW

เราสามารถ Edit ไฟล์ RAW ได้ที่ตัวกล้องเลยครับ ไม่ต้องเอาเข้าคอม แค่เข้าไปที่Playback(ดูรูป) ฟังก์ชั่นนี้จะสะดวกกับคนที่ออกมานอกบ้านและต้องการที่จะแต่งรูป อันนี้ไม่เหมาะใช้กับการทำงานจริงๆจังๆนะ เพราะมันใช้เวลาพอสมควรกว่าจะปรับภาพแต่ละส่วนได้

ปรับสีและ Tone Curve

เราสามารถปรับโปรไฟล์สีได้ที่วงแหวนด้านหน้าของตัวกล้อง

ที่ปรับโปรไฟล์สี เอาไว้ปรับสีเป็น Monochrome หรือ Art ได้
ภาพปกติกับโปรไฟล์สี Vintage
โปรไฟล์สี Pop Art กับโปรไฟล์สี Monochrome

เวลาที่ใช้พวกฟังก์ชั่นปรับสีพวกนี้ไปพร้อมๆกับการถ่าย RAW + JPEG กล้องจะทำการบันทึกJPEGแบบมีการปรับสี และบันทึกไฟล์RAWแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบนไฟล์นะครับ

ปรับ Tone Curve ได้ด้วย

เราสามารถปรับ Tone Curve ได้ด้วยการขยับวงแหวนที่อยู่ด้านหลังของวงแหวนเมนู ลูกเล่นเยอะครับ ยอมรับเลย แต่มนุษย์ทั่วไปจะได้ใช้จริงกี่อย่างนี่ไม่รู้นะ 5555

Wifi

ฟังก์ชั่นบังคับก็มา กล้องสมัยนี้ไม่มี Wifi ถือว่าผิดครับ เราสามารถใช้มือถือเป็นตัวลั่นชัตเตอร์ได้ผ่านฟังก์ชั่น Wifi ด้วยนะ

น้ำหนักและการจับถือ

หนัก 427 กรัมรวมแบต ดูตัวเลขก็รู้สึกว่าไม่เท่าไหร่ แต่พอจับจริงๆกลับรู้สึกว่าเกินกว่านั้น คือมันมีน้ำหนักนะ บอดี้มันจะแน่นๆ เหมือนจับก้อนโลหะแข็งๆ คล้ายเวลาเราจับกล้องฟิล์มจริงๆ ใครที่เล่นกล้องฟิล์มน่าจะพอเข้าใจที่เราพูด

บอดี้ไม่มีกริปยื่นออกมาด้านหน้า เป็นเรียบๆไปเลย แต่ด้านหลังจะมีที่ให้วางนิ้วโป้งยื่นๆออกมาครับ

มีที่วางนิ้วโป้งยื่นออกมา

เนื่องจากมันมีวงแหวนปรับProfileสีอยู่ด้านหน้าของกล้อง ทำให้การวางนิ้วของบางคนอาจจะไม่ถนัด อาจต้องปรับการจับถือกันนิดนึง เวลาวางนิ้วให้วางไว้ต่ำกว่าวงแหวนหน่อย อย่าไปวางนิ้วเบียดๆกับวงแหวน เพราะอาจเจ็บได้ถ้าถือไว้นานๆ

เลนส์ 17mm f1.8

นี่เป็นเลนส์ฟิกซ์ที่มาพร้อมกับแพคเกจซื้อกล้องครับ ความโดดเด่นคือมีขนาดเล็กและเบามากๆ คูณ2แล้วจะได้ระยะ 34mm ซึ่งให้องศาภาพที่กำลังถ่ายง่าย เพราะมันค่อนข้างกว้าง หากเทียบองศาของเลนส์นี้กับกล้องสมาร์ทโฟนทั่วๆไป อันนี้จะแคบกว่าอยู่หน่อยนึง

เลนส์ 17mm f1.8

รูรับแสงของเลนส์นี้อยู่ที่ 1.8 นั่นหมายความว่ามันสามารถใช้ถ่ายในสภาวะแสงน้อยได้ดี และสามารถเบลอหลังได้พอสมควรหากใช้ถ่ายวัตถุที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก

เลื่อนวงแหวน สลับเป็น Manual Focus ได้ที่ตัวเลนส์เลย

ความคูลของเลนส์นี้คือมันสามารปรับให้เป็น Manual Focus ได้ด้วยการดึงวงแหวนปรับโฟกัสลงมาข้างล่าง ดึงลงปุ๊บก็จะเห็นตัวเลขบ่งบอกระยะโฟกัสบนเลนส์เลย มีความฟิล์มไปอีก

ราคา

บอดี้เปล่าๆ = 47,990 บาท

บอดี้พร้อมเลนส์ 17mm f1.8 = 59,990 บาท

สรุป

เราจะสรุปข้อดีและข้อสังเกตให้เป็นข้อๆนะครับ

ข้อดี

  1. หน้าตาดี
  2. กันสั่นโหดจริง สามารถลดการสั่นไหวได้5สต๊อป
  3. เซนเซอร์MFT เลนส์ในsystemนี้จะมีขนาดเล็กแทบทั้งหมด และมีเลนส์ให้เลือกใช้เยอะมาก
  4. การโฟกัสสิ่งของทั่วๆไปทำได้อย่างรวดเร็ว
  5. มีฟังก์ชั่น Silent Shooting
  6. การปรับค่าต่างๆเช่นรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว มีวงแหวนปรับค่าต่างๆที่แยกการทำงานกันชัดเจน
  7. หน้าจอหมุนได้ทุกองศา และเป็นแบบทัชสกรีน
  8. จัดการไฟล์RAWได้ในตัวกล้องเลย
  9. ฟังก์ชั่นแต่งภาพเยอะ ทั้งเรื่องการปรับสี และ Tone Curve
  10. บอดี้ดูทนทาน ไม่กิ๊กก๊อก
  11. มาพร้อมแพ็กเกจเลนส์ 17mm f1.8 ที่ถ่ายง่าย รูรับแสงกว้าง ใช้ฝึกฝนได้

ข้อสังเกต

  1. กล้องตัวนี้ไม่เหมาะกับการใช้ทำงานถ่ายภาพCommercial แต่จะเหมาะใช้ถ่ายเล่นในชีวิตประจำวันมากกว่า เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเซนเซอร์
  2. ไม่เหมาะใช้โฟกัสวัตถุที่เคลื่อนไหวเข้าออกอย่างรวดเร็ว
  3. ไม่มีGripด้านหน้า และมีวงแหวนปรับสีอยู่ในบริเวณที่นิ้วอาจไปโดนได้
  4. ราคาจัดว่าไม่เบาเลย

รีวิวเสร็จอยากได้เองเลยวุ้ย นี่เป็นกล้องที่เล่นสนุกมากๆตัวนึงและไม่รู้สึกเคอะเขินใดๆในการหยิบออกจากบ้านครับ นอกจากจะเป็นกล้องแล้วยังเป็นเสมือน Accessories เสริมบารมีให้กับการแต่งตัวได้อีก

PEN-F นี้เป็นการผสานเทคโนโลยีโอลิมปัสเข้ากับกล้องฟิล์มรุ่นคุณลุง ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมันหกหมื่น เพราะนี่เป็นกล้องที่มาสนองความต้องการทางอารมณ์ ดังนั้นใครที่เป็นมนุษย์ฟังก์ชั่น เน้นซื้อไว้ใช้งานเอาสเปค ไม่ได้แคร์หรือต้องการสตอรี่อะไร ไม่ว่ากันครับ กล้องตัวนี้จะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะกับคนเหล่านี้นัก แต่ถ้าหากใครรักหน้าตาของกล้องฟิล์ม ไม่ว่าจะเคยรู้จักคุณลุง PEN-F ตัวเก่ามาก่อนรึเปล่า เราว่านี่จะเป็นความสุขอย่างนึงหากได้มันมาไว้ในครอบครองครับ โอลิมปัสทำกล้องรุ่นนี้ออกมาได้สวยและน่าใช้จริงๆ

จบแล้วครับกับรีวิว PEN-F เพื่อนๆสามารถติดตามกันได้ทาง Facebook, Twitter หรือ Instagram นะ ส่วนใครที่อยากอ่านบทความอื่นๆสามารถอ่านได้ทาง medium.com/torcnn เลย

เราขอลาไปก่อนด้วยภาพจากกล้อง Olympus PEN-F นะ ภาพพวกนี้ใช้เลนส์ 17mm f1.8, 25mm f1.8 และ 40–150mm f2.8 ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพทุกคนเด้อ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Tor Chanon’s story.