สุขหรือทุกข์


ทำไมการฆ่าตัวตายในแต่ละศาสนาถึงเป็นบาปอันสูงสุด? 
อารมณ์ฆ่าตัวตาย เหมือนจะเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เท่านั้น เราคงไม่เห็นภาพนกเค้าแมวผูกคอตายหรอก แฮร่ๆ…

แล้วทำไม มนุษย์ผู้มีสมองอันฉลาดล้ำลึก ถึงอยากฆ่าตัวตาย หรืออยากจะหายตัวไปจากสังคมที่เคยอยู่ จากที่ทำงาน หรือแม้แต่ที่บ้าน

เพราะมนุษย์ อาจเป็นสิ่งมีชีวิตไม่กี่อย่างที่สัมผัสได้ถึง “ความสุข” และ “ความทุกข์”

ความสุข ความทุกข์ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
จะสุข หรือทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่มีใครเป็นคนสั่งให้เกิด หรือห้ามไม่ให้มันเกิดได้

ยกตัวอย่าง ในช่วงชีวิตของคนหนึ่งคน ตั้งแต่เกิดจนตาย (ตั้งเป้าไว้ที่ อายุ 85 ปี) เขามีความสุขและทุกข์มากน้อยเพียงใด

ความสุข-ความทุกข์ในแต่ละช่วงอายุ

ไม่ว่าจะรวย จน กษัตริย์ ทาส หรือชาวบ้านธรรมดา ล้วนต้องเจอกับ 2 สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กษัตริย์ ก็มีความทุกข์แบบนึง ชาวบ้านก็ทุกข์แบบนึง คนมีเงิน 2 ล้าน ก็ทุกข์แบบนึง คนไม่มีเงิน ก็ทุกข์ไปอีกแบบ

ย้อนกลับมาคำถามที่ว่า แล้วทำไมการฆ่าตัวตาย จึงถือว่าเป็นบาปอันสูงสุดของแต่ละศาสนา?

คำตอบอยู่บนกราฟ สมมติว่า นาย A เป็นเจ้าของกราฟด้านบนละกัน หลังจากนาย A เกิดมาก็จะพบเจอทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องแย่ๆ ในชีวิต จนมาถึงอายุ 40 นาย A มาถึงจุดต่ำสุด และได้พบกับความทุกข์แสนสาหัสเป็นครั้งแรก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ในมุมมองของนาย A ก็คือจบชีวิตของคน 1 คนไป

แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ระดับนี้ มันคือปัญหาในระดับมหภาค มันคือปัญหาของมวลมนุษยชาติ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการตาย คือทางออกในการแก้ปัญหา?
สมมติเหตุการณ์ที่ 1 นาย A ตาย แม่นาย A เสียใจเป็นอย่างมาก ได้พบกับความทุกข์แสนสาหัสเป็นครั้งแรก แม่นาย A จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายตาม หลังจากนั้น พ่อนาย A ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเช่นกันที่ได้พบกับความทุกข์แสนสาหัสเป็นครั้งแรก เพราะเมียทีรักและลูกฆ่าตัวตาย จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายตามไปอีกคน แล้วการตายจะจบลงที่ไหน ถ้าการฆ่าตัวตายคือทางออกของปัญหา ผู้คนในสังคมคงต้องล้มตายลงเป็นโดมิโน่เอฟเฟกต์แน่ๆ

สมมติเหตุการณ์ที่ 2 ถ้าเจอปัญหาแล้วฆ่าตัวตายเลยดีกว่า นาย A อาจฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สามารถแกะห่อลูกอมได้ ทั้งๆ ที่นาย A ควรจะเติบโตมาในสังคมแล้วใช้ชีวิตอย่างที่คนทั่วไปควรจะเป็น

ดังนั้น แต่ละศาสนาล้วนมองเห็นจุดนี้ จึงบัญญัติไว้เป็นกฏสูงสุดเลยว่า การฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปอันสูงสุด

ขอวกเข้าเรื่องธรรมะซะหน่อย
พระโคตมะได้ค้นหาทางในการหลีกหนีจากความทุกข์อยู่กว่า 6 ปีกว่าจะพบคำตอบ ซึ่งสรุปได้สั้นๆ คือ จะทุกข์ หรือจะสุข เราห้ามมันไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ อย่าไปผูกติดกับมัน ความทุกข์ มันเกิดขึ้นแน่ๆ เราแค่มีหน้าที่เข้าใจถึงธรรมชาติของมัน เพราะ

ธรรมะ = ธรรมชาติ

เมื่อทุกข์มันเกิดขึ้น เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจกับมัน อาจไม่ต้องหาคำตอบ อาจไม่ต้องหาสาเหตุ เพราะมันยิ่งจะทำให้เรายึดติดกับมันแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

เวลาคนที่กำลังมีทุกข์ มันจะเป็นแบบนี้ ลองนึกภาพตามนะ

ความทุกข์มันเหมือนตอนนี้เรากำลังวิ่งอยู่ในสนามกีฬากลางแจ้งตอนเที่ยงวัน แดดร้อน เหงื่อไหล ขาล้า อยากจะหยุด ลมหายใจร้อน การหายใจทางปากก็เหมือนจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่เราหยุดวิ่งไม่ได้ ทีนี้ ถ้าเราบวกความรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์เข้าไปอีก แน่นอนว่าอาการเหนื่อยที่เรามี มันเหมือนจะคูณเข้าไปอีก 10 เท่าเลยทีเดียว

วิธีการคือ ปล่อยให้ตัวเรามันวิ่งต่อไป ไม่ต้องไปห้าม แต่ถอดความรู้สึกของเราไปนั่งที่อัฒจรรย์ อย่าไปจดจ่อกับสาเหตุของการเหนื่อย อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่นที่กำลังวิ่งแบบชิลๆ หรือโทษตัวเองว่าซ้อมวิ่งมาไม่พอ สิ่งเหล่านี้คือการ “จม” อยู่กับความทุกข์ มันยิ่งจะไปกันใหญ่

ให้ถอดความรู้สึกของเราไปนั่งนิ่งๆ ไว้ แล้วดูรางกายเรามันวิ่งวนไปในสนาม สัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องไปอิน ไม่ต้องไปจำ ปล่อยมันเป็นไปแบบนั้นตามวิถีของมัน ความทุกข์มันจะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติของมัน

พูดมันง่าย แต่ทำมันยาก

แน่นอนข้อนี้ไม่เถียง แต่นี่คือสิ่งที่เราต้องฝึก เพราะยังไงเราก็เลี่ยงมันไม่พ้น ไม่เจอตอนนี้ เดี๋ยวอีกหน่อยก็ต้องเจอ เอาเป็นว่าถือเป็นโอกาสอันดีในการฝึกสู้รบกับความทุกข์ เพราะไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้ ถ้าฝึกจนคล่องเราก็จะได้เปรียบ จะเป็นคนมีภูมิต้านทานกับเรื่องร้ายๆ ได้ดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆ ที่กำลังจมอยู่กับความทุกข์ได้อีกด้วย