เหนื่อยนักก็พักหน่อย

_(:3 」∠)_

เราหนีจาก fb มาได้สี่วันแล้ว เลขหลักเดียวของจำนวนวันอันน้อยนิดที่ทำให้วิถีประจำวันผิดแผกไป เราไม่ได้อยากจะต่อต้านโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วยการประท้วงด้วยการปิด fb ไปโดยไม่บอกกล่าวกับใคร

บ่อยครั้งที่วันๆ หนึ่งเราจมอยู่ในหน้าจอสีฟ้า จะด้วยงานที่ต้องทำ ข่าวสารบ้านเมืองหรืออะไรก็ตามแต่ มันทำให้ชีวิตเราไปไหนไม่ได้ จะโทษ fb ก็คงไม่ถูกนัก ควรต้องโทษตัวเองจริงไหม? แต่เราไม่มีแรงต้านทานเพียงพอที่จะเมินหน้าหนีมัน ถ้าเรายังมีตัวตนในนั้น แค่ล็อกเอาท์มันไม่เพียงพอ

อาทิตย์ที่ผ่านมาเราป่วย พอนอนพักได้หนึ่งวัน รุ่งขึ้นเราไปทำงานต่อ แต่พอไปถึงที่ทำงานแล้วเราไม่สามารถทำงานได้ เพราะร่างกายยังไม่เป็นปกติดี จะนอนที่โต๊ะทำงานก็ดูจะเสียมารยาทและไม่ใช่เรื่องที่ควร เราจึงต้องหาอะไรบนหน้าจอทำไปเรื่อยๆ ครั้นจะดูหนังก็ยังเกรงใจ สุดท้ายเราเลยทำได้แค่เลื่อนหน้าจอ fb ไปมา อ่านข่าวนั้น ดูรูปคนนี้ เรื่อยเปื่อยสไลด์ขึ้นสไลด์ลง

หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวันเราถึงตัดสินใจปิด fb

ข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลามันไหลบ่ามาอย่างไม่หยุดหย่อนและไม่มีวันพัก เราเหนื่อยที่จะวิ่งตามอย่างหมาล่าเนื้อ มันออกจะเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกันที่จะทำตัวไม่สนใจโลก แต่ในเมื่อเราวิ่งแล้วเหนื่อย เราก็แค่ต้องหยุดพัก… เท่านั้นเอง

มีบ้างหลังจากปิดแล้วเราเกือบจะเผลอล็อกอินเข้าไป เช่น เวลาไปกินข้าว ดูหนัง เดินเล่น เจอเรื่องไม่สบอารมณ์หรือต้องการความช่วยเหลือ เพราะเราเคยทำแบบนั้น ทำจนเคยชิน

เราคิดนะว่าถ้าปิดแล้วมันเดือดเนื้อร้อนใจก็เปิด การเล่น fb ไม่ได้ผิด ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดจริงๆ ถึงแม้จะมีคนจำนวนหนึ่งก่นด่าว่าวันๆ เรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาจิ้มจอกันอยู่นั่น เราก็แค่อยากจะเอาชนะตัวเองเท่านั้น อยากดูว่าตัวเองจะมีความอดทนขนาดนั้น จะทนได้เท่าที่ตั้งใจไว้ไหม คิดไว้ว่าพักสักเดือนก็พอ แล้วพอกลับมาเปิดอีกรอบก็ค่อยบริหารตัวเองใหม่ ไม่ให้เล่นเยอะๆ อย่างแต่ก่อน

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดจากการปิด fb ก็คือเหตุผลที่ทำให้ปิดนั่นแหละ คือการที่เราแทบจะไม่รู้ข่าวสารอะไรเลย ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปอ่านข่าวจากเว็บข่าวโดยตรงทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะเอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระอย่างอื่นแทน ไม่รู้ว่าตอนนี้เหตุบ้านการเมืองเป็นอย่างไร นายกมีวาทะกรรมอะไรเด็ดๆ ไหม มีการจับกุมหรือประท้วงที่ไหนอีกหรือเปล่า ที่จะรับรู้บ้างก็ไม่พ้นเรื่องซุบซิบนินทาดาราในวงการ คงเรียกว่าซุบซิบไม่ได้หรอกเพราะข่าวมันคงจะครึกโครมน่าดู จบจากคนนั้นก็มาคนนี้ แต่ที่รู้ก็เพราะฟังพี่ที่บริษัทคุยกัน มันเลยทำให้เราได้รู้ไปโดยปริยาย

สังคมเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ก็เปลี่ยน แต่ละกลุ่มก้อนมีเรื่องที่สนใจต่างกัน

เรารู้สึกผิดแผกและผิดที่ผิดทางอยู่ลึกๆ กับสถานที่ที่อยู่ปัจจุบัน เพราะเราคุ้ยเคยกับที่ๆ จากมา(ไปแล้ว)

เราเป็นพวกรู้น้อย สงบปากสงบคำ (เป็นเพราะรู้น้อยจึงไม่ค่อยพูด) เลือกที่จะฟังเพียงอย่างเดียวและมีเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด ตลอดชีวิตก่อนเรียนจบเรามีชีวิตอยู่กับความเป็นคนทั่วไปมากๆ เรียนสายวิทย์ ไม่รู้เรื่องการเมือง วันๆ ไม่คิดอะไรมาก ไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะ ไม่เคยดูหนังนอกกระแส แต่หลังจากเรียนจบโลกเรากว้างมากขึ้น เราเจอคนหลากหลายขึ้น ทุกคนดูมีความรู้และฉลาด ความสนใจเราเปิดกว้าง เราได้รู้อะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นอะไรที่มากกว่าสังคมที่เคยอยู่ // เรื่องพวกนี้คือสิ่งที่เราได้จากกลุ่มคนที่แวดล้อมจากที่เก่า

แต่พอเจอคนกลุ่มใหม่ ณ ปัจจุบันก็เหมือนว่าเราวนกลับเข้าไปในลูปเดิม เหมือนตอนที่ยังเรียนไม่จบ กลับไปเป็นคนทั่วๆ ไป (เราไม่ได้มองว่าเราวิเศษวิโสกว่าคนอื่นนะ นิยามความเป็นคนทั่วไปของเราคงจะหมายถึงคนที่ไม่ต้องเครียดกับเรื่องการเมือง)เราไม่ได้กล่าวโทษกลุ่มคนตรงนั้น มันก็สบายใจดีที่ทุกคนไม่ต้องมานั่งเครียดกับเรื่องต่างๆ นาๆ แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว จริงๆ แล้วเขาอาจจะเครียดอยู่ก็ได้ แค่พอทุกคนมารวมกันแล้วเราเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ทุกๆ คนสามารถคุยกันได้มากกว่า

ขยายความในวงเล็บย่อหน้าบนเล็กน้อย เราอาจจะโตช้าไปนิดสำหรับเรื่องทางด้านนี้ เราเพิ่งมาเริ่มรู้ประวัติศาสตร์เมื่อไม่กี่ปี แต่ก่อนเราไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการเมืองเลย แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเราก็รู้ว่าเราไม่รู้ไม่ได้ การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว และรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับมาตลอดชีวิตมันมีส่วนที่ไม่ใช่อยู่มาก และส่วนที่ไม่เคยมีใครพูดให้ฟังอยู่เยอะ เราจึงมองว่าคนทั่วไปในแบบของเราที่เราเคยเป็น มันคือคนที่ไม่ต้องเครียดไปกับการเมือง เราอยู่ได้ คนใหญ่คนโตว่าไงเราว่าตาม ไม่เดือดร้อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น

ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้มีสาระและใจความใดๆ ส่วนหนึ่งเพราะอัดอั้นไม่ได้พูดกับใคร แต่ก็สบายดี อยู่แบบนี้ก็สบายดี แต่การปราศจากข่าวสารนานๆ ย่อมไม่ดี