Recycle Bin Story 01

บทสัมภาษณ์ บทเรียนที่หนึ่ง

ภาษา

“ผมเลือกเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดจากภาษาญี่ปุ่น ผมยังต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น และภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันผมว่าก็ยากแล้ว แต่ในงานวิชาการมันยิ่งยากขึ้นไปอีก ศัพท์หลายๆ อย่างก็จะเปลี่ยนไปหมด เปลี่ยนจากภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เราก็พยายามและผ่านมันมาได้

แต่จริงๆ แล้วญี่ปุ่นเองก็ดิ้นรนเรื่องนี้เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องที่เขาวางแผนระยะยาวไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่จะทำให้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นคนของเขาเองมีปัญหาเหมือนกัน เพราะงานวิจัยและงานวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยใหม่มันทำแค่ในประเทศอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต่อให้เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างญี่ปุ่นก็ตาม เขาต้องการการถ่ายโอนความรู้ แล้วพอคนของเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้มันก็เลยลำบาก แต่เด็กของเขาภาษาอังกฤษดีมากในเรื่องการเขียน เพียงแค่เขาพูดไม่ได้ พูดไม่ได้ในแบบที่ว่า… อย่างเด็กไทยจะพูดได้ พอเจอชาวต่างชาติก็ไถไปได้ สื่อความไปได้ เรื่องยากแค่ไหนก็สื่อความกันรู้เรื่อง เพราะเรามีกรอบเรื่องนี้น้อย เราให้ความสำคัญกับการถูกผิดน้อยกว่า แต่ที่ญี่ปุ่นทุกอย่างมันต้องเป๊ะ ต้องถูกหลักการ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้มันไม่ใช่ความต่างในเรื่องความสามารถของคน แต่มันเป็นความต่างของการศึกษาและวัฒนธรรม เพราะถ้าเกิดเขาสื่อความอะไรไปบางอย่างที่มันสื่อไปแต่มันไม่ตรงใจเขา เขาไม่สื่อดีกว่า เขาไม่เหมือนเรา คนไทยแค่ให้พอสื่อความได้แบบเฉียดๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว จุดนี้ทำให้คนต่างชาติจะมีปัญหาเวลาอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะถึงแม้ว่าคุณจะใช้ภาษาอังกฤษได้ในแทบทุกประเทศของโลก แต่กฎนั้นจะใช้ไม่ได้เมื่อคุณอยู่ญี่ปุ่น (หัวเราะ) หรือแม้กระทั่งคนที่เขาเข้าใจภาษาอังกฤษที่เราสื่อออกไป เขาก็จะตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ดี // ซึ่งน่าสนใจมาก (ตั๋งพูดกับตัวเองและเราพร้อมพยักหน้าหลายที)”

ตอนแรกตั้งใจจะเรียนวิศวะเครื่องกล พอไปเรียนเคมีแล้วชอบไหม

“…ผมว่ามันเป็นอย่างนี้ จริงๆ แล้วเราไม่รู้เลยว่าแต่ละสาขาเขาเรียนอะไร วิศวกรคืออะไร คนเรียนนิเทศต้องเรียนอะไร

แล้วเราก็ถูกให้เลือก…

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เด็กมีความคิดต่อคนพวกนี้ก็จะรู้แค่ว่า วิศวกรรวย วิศวกรทำงานในแท่น เขาจะเห็นแค่ภาพพวกนี้ แต่นั่นคือภาพการทำงานของเขา มันไม่ใช่ภาพการเรียนของเขา

ช่องว่างที่อยู่ในมหาวิทยาลัยสี่ปีเหมือนเป็นหลุมดำ เด็กไม่รู้ว่ามันมีอะไรกันแน่ สิ่งที่รู้คือมีรับน้อง มันมีเรื่องพวกนี้ แต่สาระสำคัญเขาไม่รู้ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวเขาจะต้องเรียนอะไร เพื่อนผมหลายคนที่ชอบเคมี แต่พอไปเรียนวิศวเคมีแล้วกลับไม่ชอบ เพราะว่าวิศวเคมีมันไม่ใช่วิทยาศาสตร์เคมี วิศวเคมีมันเป็นคณิตศาสตร์ มันเป็นส่วนที่น่าเกลียดที่สุดของเคมี มันคือแคลคูลัสของเคมีคณิตศาสตร์ เรื่องตรงนี้ไม่มีใครมาฉายภาพให้เราเห็น ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่าวิศวะเคมีมันต้องกากแน่ๆ เพราะเรารู้สึกว่าวิศวะเครื่องกลมันเจ๋ง มันสร้างรถสร้างอะไรหลายอย่าง แต่สุดท้ายพอเราเรียนและจบมาแล้ว เรารู้เลยว่าเราเรียนวิศวะเคมีไปทำไม รถที่ออกมาเป็นคันมันไม่มีวิศวะเคมีมันก็เกิดมาเป็นรถไม่ได้… ข้อจำกัดทุกวันนี้ที่รถยังเป็นอย่างนี้อยู่ เพราะวิศวกรรมของงานของเครื่องจักรกล พวกล้อหรือระบบช่วงล่างมันพัฒนาไปแทบจะถึงที่สุดแล้ว แต่ที่เป็นข้อจำกัดของระบบเครื่องกลปัจจุบันคือพลังงาน ปิโตรเลียม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เรียนในเครื่องกลนะครับ

ไม่มีใครมาฉายภาพเหล่านี้ให้เราเห็น เพราะฉะนั้นแล้วตอนแรกที่ผมบอกว่าอยากเรียนเครื่องกล มันจึงแทบจะเรียกไม่ได้ว่าแก่นสารเลย แต่มันสามารถสะท้อนให้เราเห็นถึงความไม่พร้อมที่จะออกไปตรงนั้นของเรา”

อาซากุสะ

ชอบไหม ญี่ปุ่น?

“ผมชอบนะ ผมว่ามันเป็นประเทศที่เพี้ยนดี

จริงๆ มันเป็นประเทศที่อยู่ยาก อย่างเมืองไทยเวลาคุณหิวตอนกลางคืนคุณยังหาของกินได้ แต่พอไปอยู่ที่ญี่ปุ่น คุณจะหากินกลางคืนยาก เพราะมันไม่มีตลาดกลางคืน ไม่มีของกินริมทาง มันมีความสะดวกสบายในคนละระดับกัน เรามีความสะดวกสบายในฐานะที่เราจะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ เช่น เราขับรถอยู่เลนนี้แล้วมีเส้นทึบ เราสามารถข้ามไปอีกเลนหนึ่งได้ ญี่ปุ่นมันสะดวกสบายคือ ถ้าทุกคนขับอยู่ในเลนของตัวเองทุกคนจะไปถึงเป้าหมาย ไม่ได้เร็วนะครับ แต่ทุกคนจะไปถึงเป้าหมายโดยที่คำนวณได้ เราบอกว่ารถไฟญี่ปุ่นตรงเวลา อันนี้ผมไม่แปลกใจ เพราะรถไฟมันมีราง รถไฟไทยที่มีราง มีทุกอย่างพร้อมแล้วแต่ยังไม่ตรงเวลา อันนั้นเป็นปัญหา อันนี้คือมึ-พลาด ที่น่าแปลกใจคือรถยนต์ก็สามารถคำนวณเวลาได้ รถบัสบนถนนวิ่งตัดผ่านเมือง แต่ถึงที่หมายตรงเวลาทุกครั้งทุกคัน อันนี้ถามว่าเกิดจากอะไร… มีคนพูดถึงเรื่องนี้บ่อย แล้วทุกคนก็พูดว่า อ๋อ ถ้าอยากได้แบบนี้เราต้องปฏิรูปรถบัส… เปล่า มันไม่ต้องปฏิรูปรถบัส มึ-ต้องปฏิรูปทุกคนที่ขับรถอยู่บนถนน ที่รถบัสมันช้าไม่ใช่เพราะรถมันไม่ได้เรื่อง แต่เพราะทุกคนบนถนนแม่-ไม่ได้เรื่องหมดเลย เพราะฉะนั้นความสะดวกสบายของญี่ปุ่นคือการเตรียมพร้อม แต่มันไม่ได้สบายแบบ relax ของเรามันจะสบายแบบ relax

ตัวอย่างอีกเรื่องเช่น เราไปเดินป่าญี่ปุ่น // ผมชอบเดินป่า // เดินเข้าไปในป่า ขึ้นเขาไปลึกมากเลย เดินไปเกือบสิบกิโลเมตร เดินๆ อยู่พอตกเย็นพระอาทิตย์เริ่มคล้อย ก็จะมีเสียง ดึ่ง ดึง ดึง ดึ่งงงง เหมือนเดินในห้าง แล้วก็ตามมาด้วยเสียงประกาศว่าพระอาทิตย์จะตกแล้ว ให้ลงมาได้แล้ว เห็นไหมว่าเขาคำนึงถึงความปลอดภัยในจุดพวกนี้

แต่มันก็มีต้นทุนอยู่ ต้นทุนของความปลอดภัยพวกนี้ที่ทำให้เขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายได้เหมือนเรา เราสะดวกสบายเพราะเรามีหลายๆ อย่างที่เขาไม่มี”

ตอนนี้เป็นไง

“คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นเลือกที่จะทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มากกว่า เพราะมันมีความมั่นคง ทำให้เกิดผู้ประกอบการใหม่น้อยลง เพราะคนชอบทำงานในระบบ คิดสร้างสรรค์น้อยลง แต่พอเรามานั่งดูสิ่งที่ขับดันเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น เราจะเห็นว่ามันคือ SME คือผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง SME ในญี่ปุ่นน้อยลง เพราะหนึ่ง SME มันไม่มั่นคง เลยทำให้เขาเริ่มธุรกิจตรงนี้น้อยกว่าแต่ก่อน พอมันเริ่มน้อยมันก็เกิดโอกาสใหม่ๆ ในสังคมน้อยตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทย คนไทยทุกคนมีความหวัง ทุกคนมองหาโอกาส เพราะอะไร? เพราะระบบแม่-ห่วยคนไทยส่วนใหญ่เลยไม่มีใครอยากไปอยู่ในระบบ”

ความประทับใจ

“ผมประทับใจระบบการจัดการของเขา… ประทับใจความตั้งใจในการจัดการของเขา

ตอนผมไปญี่ปุ่น พอผมลงจากเครื่องแล้วไปถึงมหาวิทยาลัยปุ๊บ เขาให้แฟ้มผมมาอันหนึ่งแล้วบอกว่าให้อ่านเอกสารในแฟ้มนี้ แฟ้มที่เขาให้มาสามารถทำให้คนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยสามารถที่จะไปหาอพาทเม้นท์อยู่ได้ จัดการทำทะเบียนอะไรเองได้ มันการันตีสภาพที่ห่วยที่สุดที่คุณจะเป็น แต่ในขณะเดียวกันมันก็การันตีสภาพที่ดีที่สุด ระบบการจัดการเขาดีมาก”

สิ่งที่ตัวเองให้ความสนใจตอนนี้

“ผมมีเรื่องที่ผมอยากจะเข้าใจอยู่เหมือนกัน ผมอยากเข้าใจเรื่องเกษตร จริงๆ การทำเกษตรมันยาก เหตุผลหนึ่งคือมันไม่ได้อยู่ในห้องทดลอง เวลาเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ทุกอย่างมันถูกควบคุมได้ในห้องทดลอง เราควบคุมตัวแปรได้ แต่เกษตรเราควบคุมตัวแปรทั้งหมดไม่ได้และมันมาที่หลายตัวแปร… ตกลงกรมชลว่าไง โรงสีว่าไง นายกว่าไง คนนำเข้าว่าไง ปีนี้ฝนว่าไง ตั๊กแตนว่าไง นั่นนู้นนี่ (หัวเราะ) มันไม่ง่าย… แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ มันมีศาสตร์และศิลป์ของมัน นี่คือความท้าทาย ผมยังอยากสัมผัสและเรียนรู้เรื่องพวกนี้”

อยากไปทำงานต่างประเทศไหม

“การอยากไปทำงานต่างประเทศอย่างแรกเลยคือเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราอยากไปเพราะอะไร เหตุผลหรือแรงผลักดันจริงๆ มันคืออะไร เพราะสมมติว่ามีคนสิบคนบอกว่าอยากไปทำงานต่างประเทศ สิบคนนี้ก็จะมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป อาจจะเบื่อเมืองไทย ทนสภาพอากาศไม่ไหว อยากได้เงินเดือนมากขึ้น อยากได้ประสบการณ์ ผมเคยคิดอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกันว่าอยากไปเก็บประสบการณ์ต่างประเทศ เช่นเคยไปญี่ปุ่นมา ก็ถามตัวเองว่าลองไปยุโรปดูบ้างดีไหม

แต่ผมมองว่าตอนนี้ผมอยู่เมืองไทย ทำงานตรวจสวนไปวันๆ ในโรงงาน ผมกำลังเสียโอกาสอะไรไปบ้าง ในทางกลับกันขณะที่คิดว่าผมกำลังเสียโอกาสอะไรไป ผมก็บอกตัวเองว่าผมกำลังได้อะไรกลับมาเช่นกัน อย่างน้อยถ้าตอนนี้ผมไปอยู่อเมริกาผมต้องไม่ได้ตรวจสวนมังคุดแน่นอน เพราะมันปลูกมังคุดไม่ขึ้น แล้วอะไรที่มันดูพื้นมากๆ อย่างเช่นสวนมังคุด จริงๆ มันก็มีเรื่องราวมีองค์ความรู้ของมัน ถ้าเราเห็นว่านี่คือหนึ่งในทฤษฎีใหม่ที่เราจะได้เรียนรู้ เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ถ้าเรามองเหมือนคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่านี่คือโอกาสทำเงิน เราก็จะไม่ได้อะไรเลย มันคือเรื่องของทัศนคติ… แล้วสุดท้ายเราก็จะได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์”

: ตั๋ง-วศิน ตู้จินดา วิศวกรที่บอกว่าตัวเองคือนักวิจัยการเกษตร

— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —

นี่เป็นการสัมภาษณ์ตั๋งเพื่อลงคอลัมน์งานประจำที่ทำอยู่ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้สัมภาษณ์คนลงคอลัมน์นี้ มันเป็นคอลัมน์เกี่ยวกับการให้คนที่เคยไปเรียนต่างประเทศมาแชร์ประสบการณ์การเรียนและเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอ ความยาวของคอลัมน์มีพื้นที่เพียงไม่มาก แค่พอสำหรับการบอกว่าคุณไปประเทศอะไร เรียนอะไร ทำไมถึงไป ได้อะไร หรือไม่ได้อะไร

เทปนี้เราได้คุยกับตั๋ง ใช้เวลาราวๆ หนึ่งชั่วโมง ส่วนที่ถอดเทปไปใช้ในงานนั้นเราเรียบเรียงจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่ามีอีกมากโขที่เหลืออยู่และกำลังจะถูกโยนทิ้ง เรายอมรับว่าเราเสียดายเรื่องราวตรงนี้ เนื้อหาที่ตั๋งพูดถึงมันมีสาระมากกว่าที่จะปล่อยให้จมหายไปในรีไซเคิลบิน แม้ว่าคุณอาจจะเห็นว่ามันไม่มีสาระอย่างที่เราอ้างไว้

ในการสัมภาษณ์ เรายังโชคดีอยู่มากที่เราได้สัมภาษณ์แต่คนที่พูดเก่ง เรารู้ตัวเองเลยว่าเราอ่อนประสบการณ์ขนาดไหน คำถามที่ถามมีความน่าสนใจแค่ไหน มีความลื่นไหลในการสัมภาษณ์มากน้อยเพียงใด เรียบเรียงเรื่องราวได้แนบสนิทไหม และนำเสนอได้ติดตามหรือไม่ เราเห็นจุดบกพร่องของตัวเอง(อยู่บ้าง) แต่บางทีก็ไม่รู้ว่าควรแก้อย่างไร ต้องค่อยๆ จับ ค่อยๆ แก้กันไปเรื่อยๆ อย่าว่าแต่งานสัมภาษณ์เลย งานเขียนอื่นๆ ก็มีจุดบกพร่องอยู่เต็มไปหมด เรารู้สึกว่าไม่ค่อยพอใจในงานตัวเองเท่าไร ที่ผ่านมามันแค่ใช้ได้แต่ยังไม่ดี คงต้องเรียนรู้อีกมาก ทั้งในเรื่องงานและการใช้ชีวิต

และคงต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้

*เป็นกำลังใจให้นะมะหน่อย


จบ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated -Manoiiz-’s story.