WEDO
Published in

WEDO

เปิดมุมมองการทำงานกับ พี่จุ๊บ Senior Digital Business Incubator

วันนี้ WEDO ขอชวนพี่จุ๊บ Senior Digital Business Incubator มาพูดคุยถึงมุมมองต่อการทำงานและแรงผลักดันที่ทำให้พี่จุ๊บสนุกกับงานอยู่เสมอ พี่จุ๊บแอบกระซิบด้วยว่าแม้งานที่นี่สุดจะท้าทาย แต่ก็รู้สึกว่าชอบตัวเองมากขึ้นเมื่อทำงานที่นี่ ไปดูกันว่าอะไรทำให้พี่จุ๊บพูดแบบนั้น

ปัจจุบันทำงานอยู่ในส่วนของ Digital Business Incubator โดยดูแลในส่วนของธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแนว eCommerce, Marketplace ประมาณนี้

พี่ขอแบ่งเรื่องประสบการณ์เป็นสองส่วนคือ physical และ emotion ด้านร่างกายคือตั้งแต่ทำงานที่นี่เรียกว่าผมหงอกเยอะมาก แต่ถ้าพูดในทาง emotion พี่รู้สึกชอบตัวเองมากขึ้นนะ เพราะเวลาที่เราทำงานชีวิตคนทำงานมักจะมีเรื่องของการสมัครงาน การลาออก อยู่หลาย ๆ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งที่มีการตัดสินใจลาออกก็มีหลากหลายเหตุผล ในมุมของพี่มองว่าการลาออกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันองค์กรได้แล้ว แต่ที่นี่พี่รู้สึกสนุกอยู่ตลอด ได้ทำอะไรหลากหลายเพื่อส่งเสริมทีมและคนอื่น ๆ

สำหรับการชอบตัวเองมากขึ้น หมายถึง การได้ค้นพบศักยภาพใหม่ ๆ ในตัวเอง เพราะมักได้รับโจทย์ที่ท้าทายเสมอแบบที่ไม่เคยคาดคิด พอเมื่อได้ลองทำและสามารถทำได้ก็ทำให้ค้นพบว่าตัวเองก็มีศักยภาพนะ ในอดีตเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในที่ทำงาน สิ่งที่เราพบในที่ทำงานถือว่ากระทบกับเรามาก เพราะชีวิตมนุษย์ทำงาน 8–10 ชั่วโมงเลย เรารู้สึกชอบตัวเองในมุมที่พอเห็นโจทย์แล้วก็พยายามที่จะเอาชนะโจทย์ให้ได้ ถึงแม้เราอาจจะไม่ชนะก็ได้ แต่แค่หาวิธีตั้งแต่วันแรกที่ได้รับโจทย์ก็ชอบตัวเองแล้ว

“การทำงานที่นี่ทำให้เราขอบคุณเก่งขึ้น เพราะเพื่อนร่วมงานคือพื้นที่ปลอดภัยหนึ่งเดียวที่ทำให้งานยาก ๆ ผ่านไปได้ บรรยากาศแบบนี้แหละที่ทำให้เรารับมือทุกโจทย์ได้ด้วยดี”

สิ่งที่สร้างความเป็นพี่คือผู้คนรอบตัว แน่นอนว่าทุกที่จะมีทั้งคนที่เราชอบและไม่ชอบ คนที่ชอบเราและไม่ชอบเรา อย่างเช่น ถ้าพี่เจอคนที่พี่ไม่ชอบหรือไม่อยากทำงานด้วยเขาก็สอนให้พี่เห็นว่าเราจะไม่เป็นคนแบบไหน หรือเจอคนที่แบบพี่ชอบหรืออยากทำงานด้วย หรือไม่เคยร่วมงานด้วยแต่ดูไกล ๆ แล้วพี่รู้สึกว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดี พี่ก็จะคอยมองดู อยากเป็นผู้ใหญ่แบบเขา และพยายามจะฝึกตัวเองให้เป็นนั้น

เป้าหมายของชีวิตเป็นอะไรที่เรียบง่าย พี่เชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อทำให้คนอื่นมีชีวิตที่ง่ายขึ้นและดีขึ้น ดังนั้นถ้ามีใครมาขอให้ช่วยอะไร แล้วเราช่วยได้ ก็จะช่วย พี่ไม่เคยบอกคนในที่ทำงานเลยนะว่าไม่ว่าง พี่จะบอกว่าพี่ว่าง นัดมาเลย ถึงแม้ตารางพี่จะแน่นก็ตามแต่พี่ว่าเราหาทางได้ ทั้งหมดเพราะพี่เชื่อในเรื่องการทำให้ชีวิตคนอื่นง่ายขึ้นนี่แหละ แล้วก็พี่ไม่ได้ passion กับอะไร ชีวิตพี่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย passion แต่พี่ขับเคลื่อนด้วย discipline ระเบียบวินัยและ consistency การทำซ้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ

พี่เชื่อในการลงมือทำซ้ำ ๆ จนเก่ง เช่น พี่มีนิสัยชอบตื่นมาออกกำลังกายตอนตีห้า มันทำให้พี่รู้สึกว่าเรามีเวลามากขึ้น ในหนึ่งวันเราจะได้คุยกับคนเยอะขึ้นและได้รู้ปัญหาของคนโน้นคนนี้ ได้เรียนรู้คนอื่น ๆ มากกว่าการตื่นสาย ซึ่งมันคือวินัยในแบบของพี่

ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากก็ได้ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเอาตัวเองเปรียบเทียบกับใคร และอย่าเอาความสำเร็จในแบบต่าง ๆ ที่คนอื่นนิยามมาเทียบกับเรา เราจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ถ้าเราเอาตัวเองไปแขวนไว้ในความคิดคนอื่น เราจะไม่ดีพอสักที ซึ่งมันไม่ดีกับตัวเอง คนเราความสำเร็จมันมีหลายแบบ

เวลาน้อยเกินไปในการจะทำในสิ่งที่ชอบ ตอนพี่เด็ก ๆ พี่จะไม่ค่อยรู้สึกเรื่องเวลา แต่ตอนนี้จะรู้สึกว่าเวลาน้อย เลยพยายามจะทำหลาย ๆ อย่างให้มันไปได้ในเวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ตอนนี้พี่รู้สึกว่าเวลาเป็นของแพง เช่น เวลาที่จะได้อยู่กับพ่อแม่ พี่ว่าควรจะต้องจัดสรรเวลาให้ดี ปกติแล้ว อะไรที่ชอบทำจะวางไว้ในช่วงแรก ๆ ของวัน เช่น ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ โทรหาพ่อแม่ หลังจากนั้นคือการทำงาน

ที่นี่เครียดทุกวัน แต่เราก็แก้ปัญหาไป หยุดดู Tiktok บ้าง จะมีช่วงที่ไปนั่งสมาธิ ไปทบทวนตัวเอง การเจอคนเยอะทำให้ในใจเราอาจมีขยะหรือตะกอนอยู่บ้าง เพราะเราไปรับเรื่องของคนอื่นมา ถ้าในปีหนึ่งเราได้ไปนั่งวิปัสสนาในวัดในป่า ไม่ต้องคุยกับใคร ถือว่าค่อนข้างตอบรับกับธรรมชาติของตัวเองที่เป็นคน introvert การอยู่เงียบ ๆ คนเดียวทำให้เราได้จัดการตัวเอง และพร้อมกลับมาเจอเรื่องเครียดใหม่ ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ไม่สามารถเลี่ยงเรื่องเครียด ๆ ได้เลย ถ้าจะคิดว่าที่นี่ทำงานเครียดจังเลยจะหาที่ใหม่ พี่ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นในการจะเจอเรื่องเครียดน้อยลง ทุกที่มีปัญหาหมด ดังนั้นต้องจัดการที่ตัวเอง

พี่ไม่ได้เปลี่ยน พี่ยัง introvert เหมือนเดิม เวลาเจอคนเยอะพี่จะหมดพลัง อะไรที่ถูกมอบหมายมาแล้วต้องทำให้ได้ ถ้างานคือการต้องเจอคนเยอะก็ต้องทำให้สำเร็จและให้ดีที่สุด การที่มนุษย์ introvert จะต้องนำเสนองานต่อหน้าคนเยอะ ๆ ก็คืออาจจะต้องซ้อมเยอะกว่าคนอื่น ๆ 3–4 เท่า หลัก ๆ คือการฝึกฝนและความมีวินัย

ต้องรู้เรื่อง business และรู้เรื่องวิธีการหาเงิน คือจะช่วยให้ธุรกิจหาเงินได้อย่างไร พี่ไม่สนใจว่าบทบาทพี่คืออะไร แต่ถ้ามันมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็มให้งานสมบูรณ์แล้วยังไม่มีคนเข้าไปทำ พี่จะทำเอง อีกอย่างที่สำคัญคือ soft skill ทักษะในการสื่อสารกับคนอื่น คุยกับลูกค้า ถือว่าสำคัญ เราต้องสามารถดูได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนประมาณไหน คุยด้วย mindset ที่ว่าเราไม่ได้จะไปขายงานหรือเอาเงินจากเขา แต่ต้องการจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา

พี่ว่าการเรียนรู้ปรับตัวไม่ได้มีแค่ day one แต่มันคือทุกวัน มันคือประสบการณ์ที่ได้เจอผู้คน เรียนรู้จากการทำงาน แต่ที่สำคัญกว่าคือ mindset ว่าอยากเข้าไปช่วยเขา ทำอย่างไรให้สามารถไปถึง OKR ได้

ทั้งหมดนี้คือคำตอบที่น่าสนใจมาก ๆ ของพี่จุ๊บจากทีม business ถือว่า mindset DEE สุด ๆ เชื่อว่าทุกคนคงสามารถนำไปปรับใช้และเปิดมุมมองด้านใหม่ ๆ ในการมองวิธีการทำงานและจัดการชีวิตตัวเองด้วย ครั้งหน้า WEDO จะพาไปรู้จักชาว DO คนอื่น ๆ อีก แน่นอนว่ามีอีกหลายแนวคิดที่ทางเราอยากจะร่วมแบ่งปัน ห้ามพลาด!

--

--

Community of T-shaped people: Business | Design | Technology

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store