WEDO
Published in

WEDO

Future of Work: เจาะลึก 9 ตำแหน่งสำคัญที่องค์กรควรมี เพื่อรองรับอนาคต 10 ปีข้างหน้า

เคยสงสัยกันไหมว่า เมื่อโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วในด้านของการทำงาน เราจะสามารถทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอนาคตได้อย่างไร และเพื่อเดินต่อไปในอนาคต องค์กรแต่ละแห่งจำเป็นต้องมีองค์ประกอบด้านใดบ้าง ในโอกาสนี้จึงอยากชวนทุกคนมาฟังแนวคิดจากพี่อาร์ท อภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer, SCG Cement-Building Materials จาก Future Leader Club คลับรวมความรู้สำหรับผู้นำแห่งยุคอนาคต by True Digital Academy ใน Session “Future of Work: เจาะลึก 9 ตำแหน่งสำคัญที่องค์กรควรมี เพื่อรองรับอนาคต 10 ปีข้างหน้า” กันเลย

สำหรับทั้ง 9 ตำแหน่ง ที่มีความสำคัญและนำพาให้องค์กรเติบโตต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งกำลังจะพูดถึงนั้น พี่อาร์ทมองว่า อาจจะเป็นทีม ตำแหน่ง หรือเป็นคนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของรูปแบบและขนาดขององค์กร โดยประกอบไปด้วย

  • Leadership สำหรับพาองค์กรเดินหน้าต่อไปในยุค ZERO to ONE
  • Empathize เพื่อทำความเข้าใจลูกค้ายุคใหม่ ที่ความต้องการเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
  • Technology นำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างครอบคลุมในทุกจุดขององค์กร
  • Innovation สร้างนวัตกรรมใหม่ในการบริการลูกค้า พร้อมกับสร้างโอกาสทางธุรกิจให้องค์กร
  • Foresight มองอนาคตให้แน่ใจว่าองค์กรไม่ตกยุค และรู้ว่าเทรนด์อะไรกำลังจะมา
  • UX’ Ibility ทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า บริการ และนวัตกรรมได้อย่างง่ายดาย และไม่แพงเกินไป
  • Sustainability สร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับทุกอย่างในอนาคต รวมไปถึงสภาพแวดล้อม
  • Exponential ทำให้แน่ใจว่าธุรกิจที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เติบโตได้จริงหรือรวดเร็วเพียงพอไหม
  • Heart ผลักดันให้คนในองค์กรมี passion ทำงานสนุก ได้ประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและตัวเอง

มาเจาะลึกบทบาทและความสำคัญของ 9 ตำแหน่งเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. Leadership หรือ chief executive officer เรียกสั้น ๆ ว่า CEO ควรเป็นคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลง มีความกล้าพาองค์กรมุ่งไปยังอนาคต เข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ รวมถึงต้องมีวิสัยทัศน์ กล้าทำสิ่งใหม่ มองเห็นเทรนด์ใหม่ ๆ และพาองค์กรไปเป็นผู้นำเทรนด์ต่าง ๆ เรียกว่าเป็น Zero to One Leader ซึ่งไม่เพียงแต่บริหารหรือสั่งการ อย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นผู้นำที่ชัดเจน วิสัยทัศน์ที่มั่นคง กระชับ ทำให้ทุกคนเข้าใจและเกิดแรงบันดาลใจได้ พร้อมกับเป็นโค้ชที่ดีด้วย

เพราะการหาคำตอบสำหรับอนาคตขององค์กร หลาย ๆ ครั้งแม้แต่ตัวผู้นำเองอาจจะไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด จึงต้องให้ทีม หรือน้อง ๆ ยุคใหม่มาช่วยหาคำตอบให้ การเป็นผู้นำที่สั่งการอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป แต่ควรเป็นการโค้ชด้วยความรู้ ความเข้าใจ ใช้ประสบการณ์ที่มีในอดีต เพื่อให้ทีมได้นำเอาวิสัยทัศน์และ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ตีโจทย์ และยังเป็นการทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับอนาคตของบริษัทได้

2. Empathize หรือ chief empathy officer เป็นกลุ่มคนที่จะต้องเข้าใจลูกค้าอย่างยิ่งยวด เพราะในยุค Zero to One ที่ทุกคนต้องคิดใหม่ทำใหม่ จะมีการใช้เครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าเหล่านั้นต้องการอะไรกันแน่ อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการ และเราสามารถทำอะไรเพื่อให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพื่อนำมาใช้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะอยู่ในสินค้าและบริการ ที่บริษัทของเราสามารถสร้างให้ได้

ดังนั้น ถ้าใครกำลังทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ในยุคนี้อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ซึ่ง chief empathy officer คือคนที่จะคอยบอกได้ว่า ควรจะต้องเปลี่ยนไปแบบใด ลูกค้ายุคใหม่ต้องการอะไรนั่นเอง

3. Technology หรือ chief technology officer แม้ก่อนหน้านี้ หลายองค์กรจะมีตำแหน่งที่คล้ายกันอย่าง chief information officer แต่ในปัจจุบัน ควรปรับเปลี่ยนเป็น technology เพราะเทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงแค่ซอร์ฟแวร์เท่านั้น ยังมี ฮาร์ดแวร์ IoT หรือ smart device เข้ามาด้วย กลุ่มเทคโนโลยีนี้ถือเป็นอีกกลุ่มที่มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อทราบถึงความต้องการของลูกค้าแล้ว คนกลุ่มนี้จะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเข้าใจ โดยไม่มองแค่ในมุมมองของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมองเห็นถึงศักยภาพที่เทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถสร้างให้เกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการ รวมไปถึงศักยภาพของเทคโนโลยีต่อองค์กรอีกด้วย

เพราะในความเป็นจริงเราไม่ได้จ่ายเงินให้กับเทคโนโลยี แต่เราควรจะจ่ายเงินให้กับสิ่งที่เทคโนโลยีสามารถสร้างให้ได้ทั้งกับลูกค้าและกับเรา เพราะฉะนั้น ถ้า chief technology officer ทำงานใกล้ชิดกับ chief empathy officer เราจะได้โอกาสสร้างประสบการณ์ สินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตรงใจกับคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

4. Innovation หรือ chief innovation officer คนที่จะต้องเข้าใจหลักการนวัตกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในองค์กรขนาดกลางและใหญ่ที่มีธุรกิจหลักอยู่แล้ว การทำนวัตกรรมจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีคนที่ชัดเจนในเรื่อง framework ของนวัตกรรมที่ประกอบด้วย 3 สิ่ง คือ 1. ต้องเป็นที่ต้องการและมีประโยชน์ 2. องค์กรต้องสามารถทำได้จริง ต้นทุนต้องตอบโจทย์ และ 3. ลูกค้าต้องยอมจ่ายเงิน หมายความว่า คุณค่าของนวัตกรรมนั้นต้องสมน้ำสมเนื้อกับราคาหรือวิธีการที่แต่ละองค์กรนำเสนอ

นอกจากนั้น chief innovation officer ยังต้องเข้าใจว่าองค์กรยุคใหม่เป็นองค์กรที่ต้องการความคล่องตัวอย่างสูง ดังนั้น จึงไม่ควรทำงานเป็นทีมใหญ่ ๆ อีกต่อไป แต่ควรแบ่งออกเป็นทีมเล็ก ๆ คล้ายกับเป็น start-up ในองค์กรใหญ่ แล้วปล่อยให้ทีมเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่ง chief innovation officer จะสามารถขับเคลื่อนแต่ละทีมด้วย OKR และ KPI ซึ่งถ้ามีทีม innovation ที่สามารถเข้าใจการทำงานได้อย่างถ่องแท้ การทำนวัตกรรมก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นตอน

5. Foresight หรือ chief foresight officer ในปีที่ผ่านมา คำว่า foresight เป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นวงกว้าง ทั้งในภาครัฐ องค์กรใหญ่ องค์กรขนาดกลาง หรือ start-up ดังนั้น ซึ่งตำแหน่งนี้จะช่วยซัพพอร์ตองค์กรโดยไม่เพียงแค่แก้ปัญหาในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้การแก้ปัญหานั้นควบคู่ไปกับการนำพาองค์กรไปสู่อนาคตด้วย

นั่นแปลว่า เราจะไม่ใช้เพียงแค่ design thinking เพื่อเข้าใจและทำสินค้ามาตอบโจทย์ลูกค้าเท่านั้น แต่จะต้องควบคู่ไปกับ future thinking ด้วย เพื่อมองหาว่าเทรนด์รอบตัว สังคม สภาพแวดล้อม อนาคต เทคโนโลยี และความต้องการของลูกค้า กำลังจะเดินไปในทิศทางไหนบ้าง เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากเลยทีเดียว

6. UX’ Ibility หรือ chief user-experience officer เพราะการทำให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ที่รู้สึกดี ง่าย และเข้าถึงได้จริงมีความสำคัญ จึงต้องมีอีกตำแหน่งหรืออีกกลุ่มเพื่อทำหน้าที่นี้โดยตรง ให้แน่ใจว่าทุก ๆ ช่องทางในการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะช่องทางออนไลน์ หรือหน้าร้านผ่านพนักงานให้บริการนั้นเป็นประสบการณ์เดียวกัน เช่น ถ้าลูกค้ามาดูสินค้าหน้าร้าน แต่อยากจะกลับไปตัดสินใจอีกครั้งที่บ้าน ลูกค้าจะสามารถนำข้อมูลที่ได้จากหน้าร้านติดตัวไปใช้ต่อในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้การเลือกซื้อสินค้าและบริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และนี่ก็คือหน้าที่ของ chief user-experience officer กลุ่มคนที่จะต้องคอยดูแลลูกค้า ให้สัมผัสประสบการณ์ที่ง่าย เข้าถึงได้ ชัดเจน และสม่ำเสมอในทุก ๆ ช่องทางนั่นเอง

7. Sustainability หรือ chief sustainability officer ลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญในเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก ตำแหน่งนี้จึงควรมีเพื่อคอยทำให้แน่ใจว่า องค์กรของเราคิดใหม่ ทำใหม่ ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างสินค้าและบริการ รวมไปถึงประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้อย่างดี โดยไม่สร้างปัญหาให้กับอนาคตและสิ่งแวดล้อม เพราะหลาย ๆ ครั้งเราสร้างนวัตกรรมใหม่โดยไม่คิด ในทางกลับกันกลับสร้างปัญหาขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล ที่สร้างปัญหาขยะ และการย่อยสลายที่ใช้เวลานานกว่า 10 ปี

8. Exponential หรือ chief exponential officer คนที่จะทำให้แน่ใจว่าธุรกิจของเราจะเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจะทำงานร่วมกับ chief technology officer ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้องค์กรให้ได้มากที่สุด เพื่อเข้าถึงลูกค้าเป็นวงกว้าง และสร้างรายได้จากลูกค้าในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อมาและขายไป

9. Heart หรือ chief heart officer เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด เพราะการทำตามเป้าหมายขององค์กรให้สำเร็จ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรอินไปกับสิ่งนี้ และอยากทำสิ่งนี้ร่วมกัน โดยอาจจะเริ่มจากการค่อย ๆ ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เป็น innovative organization ที่ทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจ และสามารถลองสิ่งใหม่ได้มากขึ้น สามารถลองได้เร็ว พลาดได้เร็ว ต้องกล้าลอง กล้าทำ กล้าเดินไปข้างหน้า chief heart officer จึงเป็นตำแหน่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับองค์กรในยุค Zero to One เพราะเราต้องการที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการพาองค์กรไปสู่อนาคต

แม้ว่าจะยังมีอีกหลายตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญสำหรับองค์กร เช่น marketing, finance, sales หรือ operation แต่นี่คือ 9 ตำแหน่ง ที่พี่อาร์ทมองว่าจำเป็นต่อองค์กรยุคใหม่ ที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ กลาง หรือ เล็ก

เรียบเรียงโดย ทูทู ธยาน์ อังธนานุกุล Digital Content and Campaign Specialist, WEDO

--

--

Community of T-shaped people: Business | Design | Technology

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store