จงเริ่ม แม้ไม่พร้อม
ด้วยความที่ผมออกไปเจอผู้คนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วง Meetup, ไปกินข้าว หรือ ไปถ่ายกูโค้ด
ผมก็มักจะได้ยินไอเดียต่างๆมากมาย หลายๆเรื่องฟังดูเจ๋งมากๆ ทำให้ผมอยากมีส่วนร่วม หรือ รอดูผลงาน พอผมถามว่าจะได้เห็นเมื่อไหร่ คำตอบที่มักจะได้คือ
เดี๋ยวรอ… พร้อมก่อน
พอผมพยายามดันต่อว่ารอทำไม บางอย่างมันทำได้เลยนะ รอไปเรื่อยๆ จะไม่ได้ทำนะ ผมจะเห็นในสีหน้าเลยว่าผมดันเค้าออกมาจาก comfort zone แล้ว
ส่วนมากโปรเจคเหล่านั้นก็จะไม่เกิด คงค้างเป็นความฝันต่อไป
เป็นเรื่องน่าเสียดาย
พลาดที่สุดคือไม่ได้ทำ
วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์สิ่งที่ผมบอกตัวเองเสมอ เวลามีไอเดีย และความฝันอะไร
พูดออกมาดังๆ
การพูดบอกมาฟังดูง่าย แต่ผมพบว่าการพูดออกมาดังๆ ไม่ว่าจะให้ตัวเองได้ยิน หรือ ขายกับคนรอบข้าง นั้นมีประโยชน์มาก
มันช่วยผมเรียงความคิดตัวเองออกมา ตกผลึก เป็นชิ้นเป็นอัน มากกว่าสิ่งที่อยู่ในหัว ผมรู้สึกเหมือนสมองส่วนที่จิตรนาการ กับส่วนที่พูด และส่วนที่ได้ยิน มันเป็นคนล่ะส่วนกัน (อันนี้คิดเอง) การพูดออกมาให้ตัวเองได้ยินจึงเป็นการใช้สมองของเราเองได้เต็มที่มากขึ้น
แถมการพูดออกมาให้คนอื่นได้ยินยังเป็นการขอความเห็นจากเค้ากลายๆแล้ว ผมยังใช้เป็นตัวชี้วัดเบาๆด้วยว่าเรามาถูกทางแค่ไหน
เช่น ถ้าเราพูดดังๆว่า ผมอยากเปิด Meetup พูดเรื่อง XYZ แล้วถ้าคนถามเลยว่าเมื่อไหร่ เรื่องอะไร แสดงว่ามาถูกทาง อารมณ์แบบโยนหินถามทาง
ราคาถูกที่สุดคืออะไร
พอได้ความชัดเจนทางความคิด และ เสียงสนับสนุนแล้ว ผมเห็นหลายคนตายตรงนี้
การรอความพร้อมทุกๆทาง เหมือนเป็นการนับถึง Infinity คือทุกคนรู้ว่ามันคืออะไร แต่มันจะไม่มีใครไปถึง
ทหารขี่ม้าขาว ดาบเกราะเงางาม มันเอาไว้สวนสนามเท่านั้น ออกรบจริงไม่ได้
ผมมักจะถามตัวเองเสมอว่าถ้าจะทำสิ่งนี้ สิ่งที่ราคาถูกที่สุดที่จะเริ่มคืออะไร ถูกกว่านี้ได้อีกไหม เช่นล่าสุด ผมอยากจะจัด Meetup ของ PO โดยทั่วไปแทนที่จะหาสถานที่ หาหัวข้อ หาคนพูด หาอาหาร ผมถามตัวเอง แล้วได้คำตอบว่าถูกที่สุดคือ ถ่ายภาพจับมือ แล้ว โพสบนเฟสเลย (ใช่ มันเป็นการพูดออกมาดังๆด้วย) สุดท้ายถ้าสิ่งที่เราคิด มันมีประโยชน์กับผู้อื่น สิ่งต่างๆจะตามมา
หลายคนกลัวทำออกมาไม่ดี กลัวไม่คูล คือ ผมบอกได้แต่ว่าแย่ที่สุดคือเราไม่ได้ทำอะไรกับชีวิตที่เราอยากทำ
ปักวัน และเดินหน้า
อีกอย่างที่ผมชอบทำหลังจากรู้แล้วว่าจะทำอะไร คือ ปักวัน ลงไปเลย การสร้าง deadline ให้กับมัน แล้วประกาศมันออกมา
หลายๆครั้ง มันต้องทุบหม้อข้าว เดินหน้าไม่มีหันหลังกลับ ถึงเวลาสิ่งที่มันจะเกิดย่อมต้องเกิด ไปรอปรับหน้างานเอา
ระหว่างนั้นเราต้องวางแผน มองดูว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง แล้วเราทำอะไรกับมันได้แค่ไหน
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าเราลดความเสี่ยง และเตรียมตัวไประดับนึง ที่เหลือมันเป็นแค่ความกังวลในใจเราเท่านั้น แล้วมันก็ไม่ได้เกิดขึ้น
ถึงมันพลาดจริงๆ โดยมากโปรเจคเราก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร อย่างมากก็รู้สึก fail ไปสองสามวัน ก็ไปนั่งเลียแผลที่บ้าน แล้วลุกขึ้นมาใหม่แค่นั้น
สรุป
ผมอยากให้บทความนี้สร้างความหึกเหิมแก่ท่านผู้อ่าน อย่ารอให้พร้อมทุกอย่างก่อนค่อยลงมือ
ประวัติศาสตร์ไม่เคยจดจำเรื่องราวของผู้ที่เพียบพร้อมแล้วก็เดินเข้าเส้นชัยแบบคูลๆ
พี่ตูนบอกไว้ว่าเรือเล็กต้องออกจากฝั่ง ฟังเพลงนี้สร้างกำลังใจ แล้วเดินหน้าไปครับ
จงออกุไปยิ้มท่ามกลางพายุกันครับ
— Pondd —

