หลุมพลาง เจ้าของโปรดักส์

Pondd Sugthana
Sep 3, 2018 · 3 min read
“barn spider on cobweb closeup photography” by michael podger on Unsplash

วันนี้เปิดเทอมใหม่ กับ บทบาทใหม่ในการเป็นเจ้าของโปรดักส์ (Product Owner — PO) ก็ได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าภายในอาทิตย์แรกจะต้องอย่างน้อยๆ

  • รู้วิสัยทัศน์ของโปรดักส์ (product vision)
  • รู้ถึงปัญหาของผู้ใช้ที่โปรดักส์พยายามเข้าไปแก้
  • รู้จักทีมและผู้คนที่มีบทบาทกับโปรดักส์

อีกเรื่องนึงที่ทำได้เลยคือศึกษาเพิ่มเติมว่ากับดักหลุมพลางที่ในตำราเค้าเขียนเตือนไว้เกี่ยวกับเจ้าของโปรดักส์มีอะไรบ้าง เหมือนที่เค้าชอบพูดกัน

Those who do not learn history are doomed to repeat it

หลักๆคือเอาไว้เตือนตัวเอง

วันนี้เลยสรุปเอาเนื้อหาช่วงนึงในหนังสือ Agile Product Management with Scrum

The Underpowered Product Owner

“smiling toddler holding red balloon” by Alyssa Stevenson on Unsplash

PO ไร้พลัง ก็เหมือนรถแต่งสวย ดูแรงแต่ไร้แรงม้า เวลาวิ่งขึ้นเขาเครื่องจะดับเอา เหยียบแซงสิบล้อก็ไม่ไหว

ต้นเหตุก็อาจจะเกิดได้จากการไม่ได้อำนาจมา หรือ ผู้สนับสนุนไม่ได้มาจากสายเดียวกันโดยตรง หรือไม่ก็ไม่ได้รับความเชื่อใจมาจากผู้ใหญ่

ผลลัพธ์ คือ ไม่สามารถตัดสินใจได้เอง ตัดของเข้า Sprint ไม่ได้ ต้องรอถามคนนั้น คนนี้ ทำให้เกิดความล่าช้า ทีมต้องมารอ ความน่าเชื่อถือก็จะลดลง

The Overworked Product Owner

“person wearing a white and brown dress shirt holding his face” by Arthur Savary on Unsplash

ทำงานมากไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องดี นอกจากจะมีเรื่องของความเหนื่อยล้าเลย ยังอาจจะทำให้เกิดความละเอียดในการทำงาน ไม่มา Sprint Planning หรือ Product Review

อาจจะเกิดได้จากสองทาง

ทางแรกคือ ไม่มีเวลา ถ้า PO ใส่หมวกหลายหน้าที่ หรือดูแลหลายโปรเจคมากเกิน ก็จะเกิดความไม่ทั่วถึงขึ้นมาทันที

ทางสองคือ ทีมไม่ซัพพอร์ท อันนี้อาจจะเกิดมาจากความเข้าใจผิด ขึ้นชื่อว่า PO ไม่ได้แปลว่า ทำทุกอย่างคนเดียวในการสร้างและดูแล backlog ทีมและ Scrum Master ต้องช่วยกันดูแล Backlog ด้วย เพราะ Product เป็นของทุกคนในทีม

The Partial Product Owner

“brown doll part on white paper” by rawpixel on Unsplash

อันนี้เป็นแบบการเอาคนหลายๆคนมาแบ่งงาน PO ออกไปทำ เช่น

  • Project Manager ดูแล Timeline และ บริหารความเสี่ยง
  • Product Marketing ดูแล การตลาด
  • PO เน้นทำ Backlog อย่าางเดียว

สิ่งที่ต้องระวังของการมาท่านี้คือ จะทำให้เกิด Silo ขึ้นมาได้ จะให้ดี PO คนนึงควรมองภาพให้ครอบคลุม แน่นอนว่าแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งนั้นเราสามารถขอคำแนะนำกันได้ แต่คนถือธงในทิศทางโปรดักส์ควรเป็นคนเดียว

The Distant Product Owner

“black and brown rotary phone near gray wall” by Paweł Czerwiński on Unsplash

ไม่ได้นั่งกับทีม อาจจะเป็นคนละชั้น คนละตึก เลวร้ายหน่อยคือคนละประเทศ ยิ่งห่างมากความสามารถในการสื่อสารกันก็จะยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือ ภาษา จากประสบการณ์ผม ไม่มีอะไรไวกว่าการคุยกับบน whiteboard

ถ้าเป็นไปไม่ได้จริงๆ สิ่งนึงที่พอทำได้คือ การใช้เวลากับทีมให้มากที่สุด นอกจากการทำ Sprint Planning, Product Review หรือ Retrospective แล้ว บางทีคือการเปิด Skype ทิ้งไว้เลย มีอะไรก็เอ่ยปากคุยกันได้เลย อันนี้ก็พอช่วยได้บ้าง

The Proxy Product Owner

“close-up photo of Goosebumps Slappy the Dummy ventriloquist doll” by Robert Zunikoff on Unsplash

อันนี้เท่าที่เห็น มักจะเริ่มจากอาการของ The Overworked Product Owner ที่กล่าวถึงเมื่อกี้ก่อน พอทำงานไม่ทัน ก็พยายามแก้ด้วยการ หาอีกคนมาช่วยลดภาระ แต่คนที่มานั้นยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือ ไม่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ สุดท้ายก็ต้องกลับมาถาม PO คนเก่าอยู่ดี

อาจจะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

PO คนใหม่ต้องมีอำนาจและกล้าตัดสินใจในทิศทางของโปรดักส์ ถ้าเค้ายังใหม่ เค้าอาจจะได้รับการโค้ชในมีความสามารถมากขึ้นแทนที่ จะรอถามผลลัพธ์อย่างเดียว

The Product Owner Committee

“yellow rubber ducks” by JOSHUA COLEMAN on Unsplash

อันนี้คือมี PO เป็นหมู่คณะ ไม่มีใครคนใดคนนึงฟันธงได้ ต้องรอครบองค์เสียก่อน ความน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นคืออาการ “คุยไม่จบ” ไม่มีความชัดเจน คนนึงพูดอย่างนึง อีกคนพูดอีกอย่าง ไม่มี Priority ชัดเจน ทีมไม่แน่ใจว่าจะเดินไปทางไหน

กลับมามองทีมเราดู

ที่แน่ๆเลย คือ ถ้าเรารู้สึกว่ามีปัญหาในทีม เราก็ควรจะพยายามแก้มัน ผมได้มีโอกาสคุยกับหลายๆท่านในงาน Agile Thailand ที่ผ่านมา สิ่งนึกที่เห็นคือทุกทีมมีปัญหา และ ทุกคนพยายามมาหา Magic Solution ที่แก้ได้หมด

มันยากมากเพราะเรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อน ต่างกรรม ต่างวาระ สิ่งไหนที่ปลดล็อคทีมนึงได้ ไม่ได้แปลว่ามันจะมาปลดล็อคทีมเราได้ เราต้องลองเอง อย่ากลัวที่จะเริ่ม แย่สุดคือไม่ทำอะไรกับมันเลย ส่วนมากเราพอจะรู้ได้ว่าถ้าปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไร มันจะจบลงท่าไหน ถ้าเรารับไม่ได้ ก็ต้องลงมือแก้

หลายคนอยากได้ความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

รอนายสั่งมาก่อน อันนี้ยากหน่อย เพราะผู้ใหญ่จะไม่เห็นปัญหาชัดเจนเท่าคนหน้างาน ผมบอกทุกคนเสมอ ว่าอยากให้ถือคติ

ขออภัยง่ายกว่าขออนุญาต

ถ้าต้องการความฮึกเหิม ผมของมอบบทกลอนของ Dylan Thomas ที่ถูกนำมาใช้ในเรื่อง Intersteller

Do not go gentle into that good night

เผาไหมกันให้สนุกสนานครับ

— Pondd —

WIP team

Work in Progress

Pondd Sugthana

Written by

WIP team

WIP team

Work in Progress

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade