หลุมพลาง เจ้าของโปรดักส์
วันนี้เปิดเทอมใหม่ กับ บทบาทใหม่ในการเป็นเจ้าของโปรดักส์ (Product Owner — PO) ก็ได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าภายในอาทิตย์แรกจะต้องอย่างน้อยๆ
- รู้วิสัยทัศน์ของโปรดักส์ (product vision)
- รู้ถึงปัญหาของผู้ใช้ที่โปรดักส์พยายามเข้าไปแก้
- รู้จักทีมและผู้คนที่มีบทบาทกับโปรดักส์
อีกเรื่องนึงที่ทำได้เลยคือศึกษาเพิ่มเติมว่ากับดักหลุมพลางที่ในตำราเค้าเขียนเตือนไว้เกี่ยวกับเจ้าของโปรดักส์มีอะไรบ้าง เหมือนที่เค้าชอบพูดกัน
Those who do not learn history are doomed to repeat it
หลักๆคือเอาไว้เตือนตัวเอง
วันนี้เลยสรุปเอาเนื้อหาช่วงนึงในหนังสือ Agile Product Management with Scrum
The Underpowered Product Owner
PO ไร้พลัง ก็เหมือนรถแต่งสวย ดูแรงแต่ไร้แรงม้า เวลาวิ่งขึ้นเขาเครื่องจะดับเอา เหยียบแซงสิบล้อก็ไม่ไหว
ต้นเหตุก็อาจจะเกิดได้จากการไม่ได้อำนาจมา หรือ ผู้สนับสนุนไม่ได้มาจากสายเดียวกันโดยตรง หรือไม่ก็ไม่ได้รับความเชื่อใจมาจากผู้ใหญ่
ผลลัพธ์ คือ ไม่สามารถตัดสินใจได้เอง ตัดของเข้า Sprint ไม่ได้ ต้องรอถามคนนั้น คนนี้ ทำให้เกิดความล่าช้า ทีมต้องมารอ ความน่าเชื่อถือก็จะลดลง
The Overworked Product Owner
ทำงานมากไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องดี นอกจากจะมีเรื่องของความเหนื่อยล้าเลย ยังอาจจะทำให้เกิดความละเอียดในการทำงาน ไม่มา Sprint Planning หรือ Product Review
อาจจะเกิดได้จากสองทาง
ทางแรกคือ ไม่มีเวลา ถ้า PO ใส่หมวกหลายหน้าที่ หรือดูแลหลายโปรเจคมากเกิน ก็จะเกิดความไม่ทั่วถึงขึ้นมาทันที
ทางสองคือ ทีมไม่ซัพพอร์ท อันนี้อาจจะเกิดมาจากความเข้าใจผิด ขึ้นชื่อว่า PO ไม่ได้แปลว่า ทำทุกอย่างคนเดียวในการสร้างและดูแล backlog ทีมและ Scrum Master ต้องช่วยกันดูแล Backlog ด้วย เพราะ Product เป็นของทุกคนในทีม
The Partial Product Owner
อันนี้เป็นแบบการเอาคนหลายๆคนมาแบ่งงาน PO ออกไปทำ เช่น
- Project Manager ดูแล Timeline และ บริหารความเสี่ยง
- Product Marketing ดูแล การตลาด
- PO เน้นทำ Backlog อย่าางเดียว
สิ่งที่ต้องระวังของการมาท่านี้คือ จะทำให้เกิด Silo ขึ้นมาได้ จะให้ดี PO คนนึงควรมองภาพให้ครอบคลุม แน่นอนว่าแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งนั้นเราสามารถขอคำแนะนำกันได้ แต่คนถือธงในทิศทางโปรดักส์ควรเป็นคนเดียว
The Distant Product Owner
ไม่ได้นั่งกับทีม อาจจะเป็นคนละชั้น คนละตึก เลวร้ายหน่อยคือคนละประเทศ ยิ่งห่างมากความสามารถในการสื่อสารกันก็จะยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือ ภาษา จากประสบการณ์ผม ไม่มีอะไรไวกว่าการคุยกับบน whiteboard
ถ้าเป็นไปไม่ได้จริงๆ สิ่งนึงที่พอทำได้คือ การใช้เวลากับทีมให้มากที่สุด นอกจากการทำ Sprint Planning, Product Review หรือ Retrospective แล้ว บางทีคือการเปิด Skype ทิ้งไว้เลย มีอะไรก็เอ่ยปากคุยกันได้เลย อันนี้ก็พอช่วยได้บ้าง
The Proxy Product Owner
อันนี้เท่าที่เห็น มักจะเริ่มจากอาการของ The Overworked Product Owner ที่กล่าวถึงเมื่อกี้ก่อน พอทำงานไม่ทัน ก็พยายามแก้ด้วยการ หาอีกคนมาช่วยลดภาระ แต่คนที่มานั้นยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือ ไม่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ สุดท้ายก็ต้องกลับมาถาม PO คนเก่าอยู่ดี
อาจจะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
PO คนใหม่ต้องมีอำนาจและกล้าตัดสินใจในทิศทางของโปรดักส์ ถ้าเค้ายังใหม่ เค้าอาจจะได้รับการโค้ชในมีความสามารถมากขึ้นแทนที่ จะรอถามผลลัพธ์อย่างเดียว
The Product Owner Committee
อันนี้คือมี PO เป็นหมู่คณะ ไม่มีใครคนใดคนนึงฟันธงได้ ต้องรอครบองค์เสียก่อน ความน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นคืออาการ “คุยไม่จบ” ไม่มีความชัดเจน คนนึงพูดอย่างนึง อีกคนพูดอีกอย่าง ไม่มี Priority ชัดเจน ทีมไม่แน่ใจว่าจะเดินไปทางไหน
กลับมามองทีมเราดู
สั้นๆ ที่กล่าวมาข้างบน อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นกับทีมคุณก็ได้ หรือ อาจจะเกิดสองสามอาการซ้อนกัน หรือคล้ายๆแต่ไม่เหมือนซะทีเดียว
ที่แน่ๆเลย คือ ถ้าเรารู้สึกว่ามีปัญหาในทีม เราก็ควรจะพยายามแก้มัน ผมได้มีโอกาสคุยกับหลายๆท่านในงาน Agile Thailand ที่ผ่านมา สิ่งนึกที่เห็นคือทุกทีมมีปัญหา และ ทุกคนพยายามมาหา Magic Solution ที่แก้ได้หมด
มันยากมากเพราะเรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อน ต่างกรรม ต่างวาระ สิ่งไหนที่ปลดล็อคทีมนึงได้ ไม่ได้แปลว่ามันจะมาปลดล็อคทีมเราได้ เราต้องลองเอง อย่ากลัวที่จะเริ่ม แย่สุดคือไม่ทำอะไรกับมันเลย ส่วนมากเราพอจะรู้ได้ว่าถ้าปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไร มันจะจบลงท่าไหน ถ้าเรารับไม่ได้ ก็ต้องลงมือแก้
หลายคนอยากได้ความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน
รอนายสั่งมาก่อน อันนี้ยากหน่อย เพราะผู้ใหญ่จะไม่เห็นปัญหาชัดเจนเท่าคนหน้างาน ผมบอกทุกคนเสมอ ว่าอยากให้ถือคติ
ขออภัยง่ายกว่าขออนุญาต
ถ้าต้องการความฮึกเหิม ผมของมอบบทกลอนของ Dylan Thomas ที่ถูกนำมาใช้ในเรื่อง Intersteller
Do not go gentle into that good night
เผาไหมกันให้สนุกสนานครับ
— Pondd —

