365 Days and Counting(?)

วันนี้เป็นวันที่ผมทำเป้าหมายของตัวเองสำเร็จ “เขียนบทความให้ได้ทุกวันติดกันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี” ที่ผ่านมา 365 วัน ผมไม่พลาดการเขียนเลยแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะป่วยไข้ ไม่ว่าจะไปต่างจังหวัด ไม่ว่าจะงานยุ่ง ไม่ว่าจะขี้เกียจ … ผมเขียนบทความได้ทุกวันอย่างที่ตั้งใจไว้ มันเป็นความสำเร็จและความภูมิใจส่วนตัวอย่างหนึ่ง

ผ่านไปหนึ่งปีผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากโครงการส่วนตัวนี้ สิ่งที่ได้มีแต่เรื่องดีๆที่ผมอยากแบ่งปันให้ฟังครับ … แยกย่อยได้หกข้อดังนี้

1. แรงบันดาลใจเป็นเรื่องสำคัญ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว (2557) ผมอ่านเจอบทความหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เป็นเรื่องราวของกราฟฟิกดีไซเนอร์ที่ทำงานให้ Kickstarter เธอชื่อ อเล็กซ์ โปรบา (Alex Proba) เธอตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะใช้เวลาวันละ 30 นาทีทุกวันในการออกแบบและทำโปสเตอร์ดิจิตอล เธอแบ่งปันผลงานของเธอทุกวันที่ A POSTER A DAY … เธอทำสำเร็จอย่างงดงาม

My Inspiration — A POSTER A DAY by Alex Proba

นี่คือแรงบันดาลใจที่ผมอยากเอาอย่างเธอบ้าง อยากเอาชนะใจตัวเอง อยากก้าวข้ามความขี้เกียจและลงมือทำอะไรอย่างจริงจังแบบเธอบ้าง … ณ ตอนนั้นมันก็เป็นแค่ความคิดที่อยู่ในสมองของผม ไม่มีแอคชั่น ไม่มีการลงแรง ไม่มีเอ้าพุทใดๆในทันที แต่ผ่านมาได้อีกไม่กี่วัน … เป็นเช้าวันธรรมดาๆของผมที่โต๊ะทำงาน ด้วยความลังเลเล็กน้อย ผมตัดสินใจเปิด Medium สมัครสมาชิกและเริ่มเขียนบทความแรกสั้นๆง่ายๆ เข้าประเด็นและเสร็จใน 30 นาทีเหมือนของเธอ — การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นด้วยคำสัญญากับตัวเองที่ว่า

“ผมจะเขียนบล็อกทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีให้ได้”

อเล็กซ์เป็นแรงบันดาลใจที่ดีของผม เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เชื่อมั่นในตัวเอง ให้ลงมือทำอะไรที่ตัวเองชอบอย่างมีวินัย — ในเมื่อเธอทำได้ ทำไมผมจะทำไม่ได้ แล้วทำไมคนอื่นจะทำไม่ได้?

2. เขียนบทความไม่ใช่เรื่องสนุกทุกวัน

ต่อให้ผมชอบการอ่านและการเขียนแค่ไหนแต่ถ้าต้องทำทุกวันมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และหลายครั้งหลายวันมันก็ไม่สนุกเลยที่ต้องคิดต้องคั้นค้นหาเรื่องราวมาแบ่งปัน

ทุกเช้าตื่นมาผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า “วันนี้จะเขียนบทความเรื่องอะไรดี?” ระหว่างเดินทางไปทำงาน ระหว่างนั่งกินข้าวเช้า บางวันคิดออกเร็วก็โชคดีไป แต่ก็มีหลายวันสมองตื้อตันคิดอะไรกระจัดกระจายไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก หลายครั้งที่ผมเปิดแล็ปท็อป เข้าเวป Medium หน้าจอขาวๆ แล้วนั่งเฉยๆอยู่แบบนั้นครึ่งค่อนชั่วโมงเพราะคิดไม่ออก ฮ่าๆ … เจอแบบนี้ก็ไม่ค่อยสนุกหละครับ

Blank Space — When My Mind Has Nothing To Say :(

แต่ที่สนุกคือเมื่อคิดออกว่าจะเขียนอะไร สนุกในระหว่างที่ค้นลึกไปในสมองตัวเองว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างไรให้เป็นบทความที่ได้ประโยชน์ สนุกที่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลอะไรหลายๆเรื่องที่เราไม่เคยรู้ สนุกที่ได้ทำรูปภาพประกอบที่เข้าใจง่าย … สนุกและมีความสุขมากทุกครั้งที่ได้กดปุ่ม “Publish” บทความออกไปสู่สายตาประชาชน

มันก็เหมือนการทำงานครับ ถ้าเราต้องทำงานอะไรเหมือนเดิมทุกวันมันก็มีบ้างที่จะรู้สึกเบื่อและขาดแรงจูงใจ สิ่งที่ทำให้เราอดทนมุ่นมั่นทำสิ่งนี้ต่อไปคือ (1) เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และ (2) เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน

วันนี้พวกเราค้นหาสองข้อนี้เจอแล้วรึยัง?

3. ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีจุดสิ้นสุด

แต่ก่อนผมเคยเขียนบทความไว้ที่เวปส่วนตัว chapterpiece.com ช่วงแรกๆผมเขียนสัปดาห์ละหนึ่งบทความ สองสามปีผ่านมาเริ่มหมดเรื่องจะเขียน จากทุกสัปดาห์กลายเป็นทุกเดือนและกลายเป็นไม่มีเป้าหมายไม่มีกำหนดเวลา จำได้ว่ามีช่วงนึงไม่ได้เขียนบทความเลยเกือบปี

ก้าวจากจุดนั้นมาตั้งเป้าหมายว่า “ต้องเขียนบทความให้ได้ทุกวัน” เป็นเรื่องน่ากลัวในความคิดผมตอนแรก — “แกไม่ได้เขียนมาเป็นปี ตอนนี้จะมาเขียนทุกวัน แกมีเรื่องให้เขียนเยอะขนาดนั้นเลยหรอวะ?” เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองก่อนเริ่มโครงการนี้ สุดท้ายผ่านไปหนึ่งปีผมกลับทำได้ตามที่ตั้งใจไว้ นี่เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นความจริงสองเรื่องครับ

หนึ่ง — ความคิดสร้างสรรค์และจิตใจของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจุดต่ำสุด และไม่มีวันหมด … ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งที่ยิ่งใช้ได้มีเพิ่ม ยิ่งใช้ยิ่งได้เพิ่ม ยิ่งใช้ยิ่งเกิดประโยชน์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นของฟรีที่ไม่มีวันหมดครับ ถ้าเพียงเราคิดจะใช้มัน

สอง — ผมเคยอ่านประโยคหนึ่งแล้วรู้สึกตรงกับสิ่งที่ผมทำอยู่มาก เค้าบอกว่า

“Start walking and the path will become clear”

“เมื่อคุณเริ่มออกเดิน เส้นทางมันจะปรากฎให้เห็นเอง” ถูกต้องเลยครับ เมื่อผมออกเดินด้วยการตั้งเป้าหมายและเขียนบทความแรกออกมา เส้นทางก้าวต่อไปมันจะค่อยๆเปิดเผยตัวเองออกมาให้เห็นว่าวันนี้คืออะไร ก้าวของวันพรุ่งนี้จะไปทางไหน สำคัญที่สุดคือก้าวแรกเพราะคนเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องทำงานแต่เรามีปัญหาเรื่องการเริ่มทำงานต่างหาก

4. ผมคิดผิดมากกว่าถูก — แต่ผมไม่สน ฮ่าๆ

ผมเขียนบทความใน Medium มาน่าจะ 365 บทความแล้วมั้ง มีหลายเรื่องที่ชอบ มีหลายเรื่องที่เฉยๆ และขอสารภาพว่ามีหลายเรื่องที่เขียนแล้วรู้สึกไม่ค่อยพอใจในผลงาน … ระหว่างที่เขียนและก่อนกด “Publish” ผมจะคิดในใจทุกครั้งว่า

  1. บทความนี้เจ๋งหวะ คนอ่านต้องชอบแน่เลย หรือ
  2. บทความนี้เฉยๆอะ ไม่น่าจะไม่โดนใจคนอ่าน

เชื่อมั้ยว่าหลายครั้งผมคิดผิด ฮ่าๆๆ บทความไหนที่ผมชอบหรือชอบมากกลับไม่ค่อยมีคนอ่านเท่าไรใน Medium ไม่ค่อยมีคนกด Recommend ไม่ค่อยมีคนกด Like และ Share … เท่าที่พอจะระลึกความจำได้ บทความที่ผมชอบที่สุดคือบทความที่ชื่อว่า Grade A Players ครับ ระหว่างเขียนก็คิดไปว่า “แม่งโคตรเจ๋ง คิดได้ไงวะเนี่ยะ” แต่ผลลัพธ์แป๊กครับ มีคนอ่านแค่ 44 คน และมีแค่คนแนะนำแค่หนึ่งคน ฮ่าๆๆ

ส่วนบทความที่ผมรู้สึกเฉยๆหรือไม่ค่อยพอใจเท่าไรกลับเป็นที่โดนใจพี่น้องคนอ่านมากกว่ามาก ฮ่าๆๆ ลองดูบทความที่มีคนอ่านสูงสุดห้าอันดับแรกครับ มีแค่อันเดียวที่ผมรู้สึกว่า “เจ๋งหวะ” คือบทความเรื่อง “การล้มละลายของซอฟต์แวร์” ที่เหลือแบบว่า “เอ่อออ ก็พอได้นะ” แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกใจคนอ่าน

Most Read Articles — Top 5

ผมเลยบอกว่านี่แหละที่ผมคิดผิดเป็นประจำแต่ผมไม่สน ไม่เสียกำลังใจแต่อย่างใดครับ ฮ่าๆ ตราบใดที่มีคนอ่านแม้เพียงหนึ่งคน ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำก็ยังคงมีประโยชน์อยู่ นั่นคือสิ่งสำคัญสุดของการเขียนบทความแล้วหละ

5. เป็นตัวของตัวเอง นี่คือสิ่งเดียวที่สำคัญ

มีบางครั้งที่บทความของผมได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เช่นบทความเรื่อง Status Update Meeting ไม่มีประโยชน์ มีคนในวงการหลายคนให้ความเห็นว่าเป็นข้อแนะนำที่ไม่ดี ไม่ควรทำตาม เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง … ผมขอบคุณและเคารพในความคิดเห็นของทุกคนแต่ผมก็จะไม่เปลี่ยนความคิดของตัวเองเพียงเพราะคำวิจารณ์ ถ้ามีคนขอคำแนะนำในเรื่องการจัดประชุมติดตามผลการดำเนินงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ — ผมจะยืนยันแบบเดิมว่า “ยกเลิกไปเลยครับ มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว”

ผมไม่ได้เขียนบทความเพื่อให้คนอ่านมานิยมชมชอบในตัวผม ผมไม่ได้เขียนเพื่อเรียกเรตติ้ง ผมไม่ได้เขียนบทความเอาใจใครยกเว้นตัวเอง ผมเขียนตามสิ่งที่ผมคิดจากมุมมองที่ผมเห็น ผมเขียนเพื่อชี้ให้เห็นถึงความจริงในสิ่งที่ผมเชื่อและผมไม่สนใจมากหรอกว่าใครจะคิดยังไง มีคนพูดไว้ว่า “คนหนึ่งในสามคนจะเกลียดคุณ” ฮ่าๆๆ นั่นแปลว่ามีอีกตั้งสองคนที่ชอบผมในแบบที่ผมเป็น … และผมโคตรจะแฮปปี้กับเรื่องนี้ครับ

Don’t Be Someone Else — Be YOURSELF

อย่าทำอะไรเพื่อเอาใจคนอื่นจนลืมจุดยืนของตัวเอง ถ้าเราเป็นคนแปลกจงภูมิใจที่เป็นคนแปลก ถ้าเราคิดต่างจงภูมิใจว่าเราไม่ธรรมดา ถ้าเราโดนวิจารณ์จงกล่าวขอบคุณแล้วหาเรื่องมาให้เค้าวิจารณ์อีก … สุดท้ายจงภูมิใจที่มีคนแบบเราคนเดียวในโลก

6. ลองทำอะไรติดต่อกันสักหนึ่งปี

หลังจากบรรลุเป้าหมายแรกในการเขียนบทความทุกวันติดต่อกันหนึ่งปี ความจริงข้อหนึ่งที่ผมได้จากโครงการนี้ ความจริงซึ่งกลายเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมไปแล้วคือ

“ถ้าอยากรู้จักและพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง ลองทำอะไรติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปีดู”

อะไรก็ได้ครับที่เราชอบ ผมรู้ว่าหาไม่ง่ายแต่ถ้าไม่เริ่มเราก็ไม่มีวันรู้ (กลับไปอ่านข้อสาม) ผมชอบการอ่านและเขียนบทความผมเลือกที่จะเขียนทุกวัน ใครชอบทำอาหาร ใครชอบงานประดิษฐ์ ใครชอบถ่ายรูป ใครชอบทำงานอาร์ทเวิร์ค หรือใครชอบเขียนแบบผม อะไรก็ได้ ความสำคัญไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ความสำคัญคือการได้รู้จักตัวเอง การได้เอาชนะใจตัวเอง การสร้างวินัยให้ตัวเอง และเชื่อผม ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อเสียเลยแม้แต่อย่างเดียว

ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาสิ่งที่ผมได้ไม่ใช่แค่บทความ 365 ชิ้นแต่เป็นการได้รู้จักตัวเองรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรเชื่อมั่นในอะไร ได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรเกลียดอะไรซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญมากในการเลือกทางเดินในอนาคตของผม

ถ้าเราอยากรู้จักหรือสนิทกับใครซักคนเราก็จะใช้เวลาอยู่กับเค้าให้มาก เหมือนกันถ้าเราอยากรู้จักและสนิทกับตัวเองเราก็ต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากกว่านี้ครับ การใช้เวลาวันละหนึ่งชั่วโมงทำอะไรที่ชอบติดกันซักหนึ่งปี ผมว่ามีโอกาสสูงมากที่เราจะได้กลับมารู้จักตัวเองให้ดีกว่าเดิมซึ่งนั่นผมถือว่าคุ้มค่ามากๆแล้ว


สิ่งที่ผมได้อีกอย่างหนึ่งจากโครงการนี้คือผมได้แบ่งปันความรู้ประสบการณ์และความคิดให้กับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง เพราะผมเชื่อมั่นอย่างมากในประโยคที่ผมใช้ลงท้ายบทความของผมที่ว่า

The Future Has Arrived — It’s Just Not Evenly Distributed Yet, William Gibson

“อนาคตมาถึงแล้วเพียงแค่มันยังไม่ถูกถ่ายทอดไปอย่างทั่วถึงกัน” — ผมเป็นแค่คนส่งสาส์นจากอนาคตที่ผมมองเห็นและอยากให้เป็นไปให้คนอื่นๆได้รับรู้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความของผมจะเกิดประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับเพื่อนๆผู้อ่านทุกคนครับ

ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่มีค่าอย่างมากสำหรับผมครับ :)

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.